นับถอยหลังรอดู NO.6

posted on 08 Sep 2011 12:03 by celestial-celaeno  in Art
ได้ฤกษ์เปลี่ยนเฮดใหม่ระหว่างรอดู NO.6
.
.
นานๆทีจะตามกระแสบ้าง ข้าพเจ้าจะลงแดงตายเพราะเรื่องนี้นี่แหละ
.
ปกติไม่ค่อยได้ดูอนิเมเลย ดูแต่ซีรีส์
.
ตอนแรกกะจะดูแค่นัทสึเมะกับเพื่อนผีๆทั้งหลาย เลื่อนรายชื่อดูเรื่อยๆ....
.
.
.
.
อือหึ! มีนัมเบอร์ซิกด้วยแหะ...
.
.
นัมเบอร์ซิก...
.
.
.
.
.
.
นัมเบอร์ซิกเรื่องนั้นอะนะ!!!!!
.
.
.
นิยายของซิกที่ดองข้าม(หลาย)ปี หน้าปกโ_ _รไซไฟแต่เนื้อหาข้างในชวนกรี๊ดเรื่องนั้น!
.
.
.
หาข้อมูลดู ใช่จริงๆด้วย >_<  ไชโยสามล้านครั้งให้ BONE
.
แต่ถ้าจะให้ดีทำไมไม่ทำออกมาให้เร็วกว่านี้ก่อนกระแสนิยายมันจะเงียบหาย T_T
.
.
.
.
.
ps. เรายังคงเฝ้ารอด้วยความหวังว่าจะได้อ่านนิยายเล่มต่อ
ps.ถือป้ายประท้วงไปยืนหน้าสำนักพิมพ์เลยดีไหม ถ้าไม่ได้อ่านบันทึกคู่แต่งงานใหม่ ชิอง-เนซึน เราจะไม่ยอมกลับ!!!!
.
.
ps.แปะรูปแก้ลงแดง 
.
.
อันนี้เป็นอิมเมจตามนิยาย ผมเลยสั้น (ก็ในนิยายมันบอกว่าสั้นแค่หูเองอ่ะ!) ให้อารมณ์สาวสวยมีแต่คนรักคนหลง
.
.
.
ชิอง....เทียบกับในอนิเมแล้วไม่ค่อยต่างเท่าไหร่ ดูเป็นเด็กซื่อๆ ตั้งหน้าตั้งตานับชั่วโมงรอดาร์กชิอง...ไม่รู้ในอนิเมจะทำฉากนั้นออกมารึเปล่า
.
.
.
.
.

 

 

edit @ 8 Sep 2011 22:16:49 by 2ndSun

edit @ 8 Sep 2011 22:25:42 by 2ndSun

วาดรูประบายความเครียด >_<

posted on 18 Mar 2011 21:41 by celestial-celaeno  in Art

edit @ 19 Mar 2011 00:40:43 by 2ndSun

TG-BLUESPEARE

posted on 10 Jan 2011 00:43 by celestial-celaeno  in LindenSonnet

TG-BLUESPEARE

 

ภาพของดาวเคราะห์สีน้ำเงินโดดเด่นขึ้นมาจากพื้นอวกาศสีดำ



เด็กหนุ่มจับจ้องมันอย่างหลงใหล ด้วยฤทธิ์อำนาจของอักษรเวทที่วิ่งวนรายล้อม ทำให้วัตถุทรงกลมปรากฏในสภาพกึ่งจริง ดูราวกับจะเอื้อมมือไปจับได้



แต่สิ่งที่ปลายนิ้วสัมผัสคือความว่างเปล่า เด็กหนุ่มถอนหายใจด้วยความเสียดาย และได้แต่มองภาพนั้นเงียบๆ ในช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือส่วนที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านมาถึงซึ่งเขายึดเอาเป็นฐานลับส่วนตัว ในดวงตาสีน้ำเงินสะท้อนภาพดาวเคราะห์สีน้ำเงินตรงหน้าแต่ในหัวสมองกลับคิดถึงอย่างอื่น เหมือนจะส่งความคิดไปถึงโลกนั้นที่เป็นของจริง ซึ่งอยู่ยังมิติอวกาศอันห่างไกล
ก็อกๆ



เสียงเคาะดึงเขาให้กลับมาอยู่โลกที่ตรงหน้า โลกที่เขากำลังดำเนินชีวิตอยู่ เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งชะโงกหน้ามาจากอีกฟากของชั้นหนังสือ

 



"อีก5นาทีเราต้องไปเรียนกับอาจารย์ทัลกาแล้ว"

เขาพูดอย่างนั้นแล้วลุกขึ้นยืนรอ และทำท่าจะไม่ไปไหนถ้าเขาไม่ไปด้วย



ไม่สิเจ้าหมอนี่ทำมาแล้ว



ถ้าเขาไม่ลุก เจ้าหมอนี่ก็จะรอ บ่อยครั้งเข้าตัวเขาชักเริ่มรู้สึกผิด แล้วจำนวนคาบเรียนที่เขาโดดก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ

เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไม เดวา ราวีเน ถึงได้ตามติดเขานักหนา หมอนี่เป็นหมาเฝ้ายามรึไง?



เด็กหนุ่มคิดอย่างหงุดหงิด แต่ก็ยอมปิดหนังสือเก็บวางที่ชั้นประจำและยอกออกมาจากมุมลับๆอันแสนสุขของตัวเองที่มีผู้บุกรุกเพิ่มเข้ามาอีก



ทั้งๆที่อยู่มาตั้งนานไม่มีใครหาเขาเจอ แต่เด็กหนุ่มที่เพิ่งมาใหม่ไม่กี่ปีกลับหาเขาเจอได้
ไม่ใช่ที่แห่งนี้แค่ที่เดียว แต่เดวามักหาเจอ

 

หาเขาเจอตลอด...ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

 

 

 

 

 

กริ๊ก กริ๊ก

 

กริ๊ก กริ๊ก กริ๊ก

 

ทั้งห้องสะท้อนแต่เสียงอันเกิดจากการหมุนแบบจำลอง โลก ในแต่ละรอบ และผู้ที่ทำเสียงนั้นคือมือชายหนุ่มวัยเข้ากลางคน ดวงตาสีน้ำทะเลลึกเหม่อมองลูกโลกกลมๆหมุนไป ใจคำนึงถึงความทรงจำของช่วงชีวิตหนึ่งที่ผ่านมานาน ช่วงที่เป็นความสงบสุขมากที่สุดในชีวิต

 

แบบจำลองโลกนี้คือดาวเคราะห์ที่มีน้ำเป็นส่วนใหญ่ สถานที่ที่เขาดำรงอยู่ ณ ขณะนี้ใกล้เคียงกับบ้านเกิดยิ่งนัก

 

โลกสีฟ้า ที่พวกเขาตั้งชื่อให้ว่าเอสฟีรา อาซูล

ดวงดาวที่เพื่อนรักของเขาหลงใหล แต่ไม่มีวันได้มาถึง

 

 

กริ๊ก กริ๊ก

 

“คุ  วา”

 

 

กริ๊ก กริ๊ก

 

“คุณเดวา!!!!!”

 

ชายหนุ่มสะดุ้งโหยง

หนึ่งเพราะคนส่วนใหญ่ที่นี่ไม่กล้าถึงขนาดจะขึ้นเสียงกับเขา

สองเพราะไอ้คนส่วนน้อยที่เหลืออยู่ที่นี่คนหนึ่งกำลังเรียกเขาพร้อมกับทุบ...อืม..เบาไป ต้องใช้คำว่ากระแทก โต๊ะเรียกร้องความสนใจด้วยเสียงอันดัง

 

พอหายตกใจ ความรู้สึกไม่พอใจก็เข้ามาแทนที่ ถึงพูดไม่ได้เต็มปากว่าเป็นบ้านเขาเอง แต่อย่างน้อยก็ควรมีมารยาทพอที่จะไม่บุกรุกห้องส่วนตัวของคนอื่น

 

แต่พอมองหน้า ‘เจ้าบ้าน’ ไม่รู้ทำไมเรี่ยวแรงจะด่าว่ามันละลายหายไปหมด ได้แต่ถามเสียงเบา

 

“มีอะไร?”

ไม่นึกว่าตัวเองจะมีวันที่ไม่กล้าหือกับเด็กที่อายุน้อยกว่าเป็นรอบ

 

พอล บอสตันขมวดคิ้ว

“เวลาอาหารเย็นครับ ไม่นึกว่าเจ้าบ้านต้องมาเชิญ ‘คนอาศัย’ ถึงห้องด้วย”

 

“กินกันไปก่อนก็ได้นี่”

 

“นี่บ้านใครครับ?”

“บ้านนาย”

 

เด็กหนุ่มยิ้มหวานจนเห็นวิญญาณทะมึนเป็นพื้นหลัง

“ใช่ครับ บ้านผม กฎของผม เป็นคนมา ‘ขออาศัย’ ก็ควรทำตามกฎของบ้านด้วยนะครับ”

 

คนอายุมากกว่าคิ้วกระตุก แต่พยายามระงับอารมณ์ ท่องไว้

มันเป็นเด็ก เราเป็นผู้ใหญ่ เรามันแค่คนอาศัย แต่ฝ่ายนั้นเป็นเจ้าบ้าน

 

 

 

 

 

 

ร่างทั้งสองของชายหนุ่มต่างวัยเดินท่ามกลางความเงียบ ทางเชื่อมไปยังห้องอาหารประดับด้วยโคมไฟวิจิตรเป็นระยะ ตามชั้นวางมีของโชว์อย่างผ้าลูกไม้ถัก ภาพเขียน แจกันลวดลายละเอียด พร้อมของตกแต่งที่ดูไม่เข้าพวกอย่างยิ่ง อย่างเช่น ก้อนหินสี เปลือกหอยแตกๆหักๆ ขนนกสีขาวยู่ยี่ เฟืองและเกียร์ที่เปื้อนน้ำมัน เศษผ้าสีจัดจ้าน และภาพบางอย่างที่เหมือนเอาสีดำมาป้ายบนกระดาษเขาแบบมั่วๆ

 

“อะไรเนี่ย?”

 

“งานคัดลายมือภาษาจีนของคุณไมค์นะ”

เด็กหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ

 

หน่วยแพทย์ ไมก้า เคลิเซรา ความตั้งใจดีเต็มร้อยแต่ทำยังไงก็ไม่อาจแก้ไข ฝีมือด้านศิลปะที่ห่วยแตกได้

 

สำหรับเดวาข้าวของเหล่านี้เป็นขยะรกตา ไม่เข้ากับสถานที่อย่างยิ่ง และพวกที่กล้าเอามันมาวางไว้ก็เป็นพวกสมองมีปัญหา

 

ใช่ ลูกน้องฝีมือดี แต่สมองมีปัญหา มีแต่พวกบ้าๆบอๆ

 

 

แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่เดินนำหน้า แม้ข้าวของบ้านอย่างจะสกปรก ไม่มีค่า หรือดูไร้สาระเป็นอย่างยิ่ง

หากเขาก็รู้สึกขอบคุณพวกเขาเหล่านี้ที่ทำให้บ้านที่เงียบเหงามานานมีบรรยากาศสดใสมากขึ้น

 

บ้านที่ตอนนี้มีเสียงหัวเราะกระจายอยู่มากกว่า 3 ปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก

 

 

 

TG-Guardians'Chronicle

posted on 10 Jan 2011 00:37 by celestial-celaeno  in LindenSonnet

ดวงดาวแห่งพื้นพิภพปรากฏขึ้นยามมองเบื้องล่าง แสงไฟสีอมเหลือจากอาคารและโคมหลากสีสันประดับประดาตามท้องถนนจนดูเหมือนทุ่งดอกไม้ละลาน สดใสดังผู้คนที่กำลังหัวเราะเฮฮาเริงรื่นไม่ไยดีกับปุยหิมะที่เริ่มโปรยปราย

ร่างหนึ่งในชุดสีดำเข้ารูปเพียงมองดูเงียบๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจ ราวกับกำลังเหม่อมองภาพอดีตที่สะท้อนอยู่ในความทรงจำ ความทรงจำของเขาเพียงผู้เดียว หรือไม่ก็เหลืออยู่กับเพียงแค่คนๆเดียว คือ ตัวของเขาเอง

ในดวงตานั้นช่างอยู่ห่างไกลจนไม่อาจเข้าใจได้ว่ามีอารมณ์ใดสะท้อนอยู่ ดูเผินๆเหมือนรูปปั้นประดิษฐาน ณ ยอดหอคอยแห่งรัตติกาล

อันที่จริงมันเป็น หลังคา ของเคหาสห์ขนาดย่อมหลังหนึ่งที่เดียวคายบนเนินเขาและกำลังเอะอะครื้นเครงไม่แพ้ตัวเมืองข้องล่างเลย

ออกจะวุ่นวายหนวกหูเสียด้วยซ้ำทั้งๆที่มีคนอยู่กันแค่สามสิบกว่า ไม่สิ ตอนนี้สี่สิบแล้วนี่นา

 

เด็กหนุ่มคิด พลางมองหาอุปกรณ์ใกล้ตัวเพื่อที่จะปีนขึ้นไป

 

“ไอ้บ้าเอ๊ย คิดยังไงถึงมานั่งกินลมชมวิวบนหลังคาละเนี่ย?”

 

เสียงบ่นที่ไม่เบานักอย่างจงใจให้อีกฝ่ายได้ยิน

“รสนิยมนายที่พิลึกเป็นบ้า”

 

คนที่มี รสนิยมพิลึก พ่นลมพรืด สีหน้าบงบอกถึงความหน่ายปนระอา

“มีอะไร?”

 

คาเซลเบียดตัวหลบไปชิดประตูเพิ่มพื้นที่ว่างบนระเบียงให้อีกฝ่ายกระโดดลงมาได้สะดวก

“พ่อวีรบุรุษสุดหล่อขอตัวไปเข้าห้องน้ำแล้วหายเงียบ หัวหน้ากลัวนายจะตกส้วมตายไปเลยให้ฉันมาตาม”

คำตอบมาพร้อมกับผ้าคลุมผืนโตโปะใส่หน้า

 

“หนาวจนหิมะตก แต่นายก็ยังออกมาหาเรื่องให้ไม่สบายอีก”

คนฟังไม่ได้โต้กลับเหมือนอย่างเคยแต่คลี่ผ้าคลุมร่างอย่างว่าง่าย

 

จนคนมองอยู่รู้สึก 

 

 พิลึก

 

 

ผิดปกติ วันนี้หมอนี่มันผิดปกติ

 

“นายไม่สบายจริงๆ รึเปล่าเนี่ย?ลูซ”

“เปล่า  ไม่  ไม่รู้สิ ไม่แน่ใจเหมือนกัน”

 

สบายไม่สบายไม่รู้ แต่ตอนนี้คาเซลฟันธงได้ว่าเจ้านี่กำลังผิดปกติเข้าขั้นสุดท้ายแน่ๆ

 

มีวันไหนบ้างที่คุณชายลูเซียส ไคเซเรสจะไม่โมโหหัวระเบิดเมื่อถูกเรียกว่าลูซ (แพ้) คุณชายหัวเชิดจอมหยิ่งคนนั้นอ่ะนะ ตอนนี้กำลังทำหน้าสับสนไม่แน่ใจ ไม่ว่า ไม่กัดเจ็บๆเลือดซิบๆถึงม้าม ไต ไส้ พุง

 

 

“คิดมากเรื่องอะไรอยู่”

เงียบ อีกฝ่ายไม่ตอบ เอาใหม่

 

“ไม่นึกว่าคุณหนูคาบช้อนทองมากเกิดจะมีเรื่องกลุ้มใจกับเขาด้วย”

คราวนี้โดนสวนกลับทันควัน

 

“รวยจนก็คน มีเรื่องกลุ้มให้คิดเหมือนกัน”

 

 

เรื่องกลุ้มอะไรละ?

 

นายเคยถูกตบตีเมื่อทำงานพลาดรึเปล่า?

เคยสู้ฤดูหนาวด้วยไออุ่นของตัวเองเพียงลำพังไหม?

เคยยอมทำทุกอย่างไม่ว่าเป็นเรื่องสกปรกแค่ไหนเมื่อให้ตัวเองรอกรึเปล่า?

 

คาเซลคิดสมเพชตัวเองในใจ แต่เมื่อมองลูเซียส มองสายตาซึ่งมองไปไกลยังแสงไฟในตัวเมืองอันแสนคึกคัก แต่กลับไม่มีความสุขสะท้อนในแววตา

 

ลูเซียสมีเรื่องให้คิด และไม่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ตาม เขาเป็นทุกข์กับมัน

ดังนั้นประโยคที่พูดออกมาจึงเป็นคำล้อเลียนหยอกเย้า ไม่ใช่ทำร้ายจิตใจ

 

“อย่างเช่นอะไร เพชรเป็นรอย เตียงนุ่มไม่พอ อาหารเย็นชืด หรือผมกระดิกมาเส้นหนึ่ง”

แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมตามนิสัย(แย่ๆ)

 

“เพชรเป็นอัญมณีที่แข็งที่สุดไม่เป็นรอยง่ายๆ อาหารเย็นก็อุ่นใหม่ ต่อให้เป็นเก้าอี้ยังไงฉันก็หลับได้ อีกอย่างผมฉันเรียบลื่นไม่มีทางกระดิกสักเส้นอยู่แล้ว”

 

เออสิ! ผมนายมันคงชโลมเว็กซ์มาทั้งกระปุกถึงได้ตรงเรียบแข็งโป๊กเป็นไม้บรรทัดเหมือนเจ้าของ

 

แต่บรรยากาศก็ดีขึ้นตามจำนวนประโยคที่ต่อล้อต่อเถียงกันกว่าจะเดินไปถึงห้องอาหารซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน เขาก็ได้คู่แข่งกระแทกปากคนเดิมกลับมา

 

 

 

 

เคยมีคนเคยพูดว่าพวกเขาสองคนเหมือนกันตรงที่ใช้ปากเป็นอาวุธร้ายแรงได้

 

ลูเซียส ไคเซเรส

คนที่ใช้คำพูดสุภาพสมกับเป็นคุณชายตระกูลสูงเสียดฟ้ามองหาไม่เจอ แต่เนื้อความตรงเป้าเข้าหัวใจ เจ็บจี๊ดขึ้นสมอง นี่ถ้าเลือดไหลได้คงไหลนองเป็นอ่าง เพราะแต่ละคำที่พูดมาเป็นความจริงที่คนฟังไม่อยากฟัง และหาคำมาเถียงไม่ออก

 

ตัวเขา คาเซล ไม่ทราบนามสกุล

เด็กกำพร้าคนสุดท้ายของบ้านซีเฮ้าส์ ฝึกสารพัดคำด่ามาตั้งแต่จำความได้ พอถูกโยนเข้าโรงเรียนเตรียมทหารก็เริ่มใช้หัวสมองพัฒนาสรรหาคำมาจิกกัดแบบอ้อมๆ

 

ด่าคนฉลาดต้องใช้คำที่คนฟังไม่กล้ารับให้เสียหน้า

ด่าคนโง่ต้องใช้คำที่คนฟังไม่มีทางรู้ว่าเป็นตัวเอง

 

เพราะไม่มีคนหนุนหลัง จะพูดแต่ละคำออกมาได้เขาต้องมั่นใจว่ามีที่หรือคนเป็นโล่กำบังที่สามารถจรลีหนีไปลี้ภัยได้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่คนกำบังก็ไม่รู้หรอกว่าถูกเขาใช้เป็นโล่

เขาอิจฉาลูเซียสที่กล้าไปพูดต่อหน้าตรงๆ ความซื่อตรงและยึดมั่นในเกียรติของตนเองที่จะไม่ว่าใครลับหลังแต่อีกฝ่ายจะเป็นคนที่ไม่ชอบหน้าปานใดก็ตาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ลูเซียสชำเลืองมองคนที่ลากเขามางานเลี้ยงแต่ใจตัวเองล่องลอยไปถึงไหนต่อไหนก็ไม่รู้จนโดนจับใส่หมวกประหลาดๆ แถมโดนแป้งสีป้ายหน้าเป็นสัตว์ประหลาดโดยไม่รู้ตัว

 

คาเซล คนที่ต่างกับเขาแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฐานะ รสนิยม ทุกครั้งที่มีฝ่ายหนึ่งพูด อีกฝ่ายก็จะเป็นคนคอยขัด ร่วมมือกันก็หลายงานมาแล้ว แต่นอกเวลางานทีไรพวกเขาก็ยังสนิทเข้ากันไม่ได้เหมือนน้ำกับน้ำมัน

 

แต่ก็ยังมีคนบอกว่าพวกเขาเหมือนกัน

ตรงที่สามารถใช้ปากเป็นอาวุธได้

 

ลูเซียสรู้ว่าตัวเองเป็นคนพูดตรง

บางครั้งเขาตั้งใจ แต่บางครั้งก็ไม่ได้ตั้งใจ

บ่อยครั้งที่คำพูดของเขาทำให้คนอื่นเจ็บ

 

ในสายตาเขา อีกฝ่ายเป็นคนฉลาดผู้ขี้ขลาด ต่อหน้าทำดีลับหลังวางแผนชั่ว โยนระเบิดให้คนอื่นเสร็จก็มุดหลบลงรูไปอยู่อย่างปลอดภัย

 

คาเซลใช้คำหยาบมากก็จริง บางคำไม่หยาบแต่ความหมายสถุลอย่างยิ่งขนาดไม่ต้องเป็นผู้ดีอย่างเขาก็ต้องร้องยี้

 

บางคำก็ตั้งใจพูดตรงตามความหมาย แต่บางคำดูเหมือนแค่พูดออกมาตามความเคยชิน เหมือนเป็นคำอุทานติดปาก หรือสำเนียงพูดที่แก้ไม่หาย

 

ความอ่อนแอในถ้อยคำของคาเซลเป็นสิ่งที่เขาอิจฉา

เพราะมันไม่เคยมีน้ำหนักพอที่จะทำร้ายใครจนสาหัสจริงๆเหมือนคำของเขา

 

ดังนั้นมันจึงง่ายที่จะไม่ใส่ใจ

และง่ายที่จะได้รับการให้อภัย

 

เอาเข้าจริงคาเซลก็ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้เร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี ไอ้ความห้าวไม่ดูกาละเทศะกลับทำให้เข้ากับคนทั่วไปได้ง่าย และความขี้ประจบกลับทำให้คนอื่นเอ็นดู

 

 

ทำตัวโหดร้ายได้ไม่ถึงครึ่งที่ตัวเองเอ่ยปากพูด

และก็ใจดี

 

คาเซลไม่เคยรู้ว่าลูเซียส ไคเซเรสสัมผัสถึงความใจดีของตัวเองมาได้พักใหญ่ๆแล้ว

 

หลักฐานก็คือเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ

ทั้งที่หาเจอแต่ก็ให้ความเป็นส่วนตัวพอที่จะไม่ขัดจังหวะ และกะเวลาไม่ให้นานเกินไปจนเขาตากหิมะไม่สบาย โดยเอาข้ออ้างเรื่องที่มีคนให้มาตาม

ที่ชัดเจนที่สุดคือผ้าคลุมที่อุตส่าห์เอามากันหนาวให้

 

 

เด็กหนุ่มแกะป้ายคำเพี้ยนๆที่ติดหลังอีกฝ่ายออกให้ แล้วลากคนที่เอ๋อไม่รู้จักเวล่ำเวลาให้ออกห่างจากเขตอันตรายจากเหล่ารุ่นพี่ที่กระตือรือร้นอย่างแกล้งคนอย่างยิ่ง

 

 

 

ลูเซียสและคาเซลในวันนี้ต่างจากลูเซียสและคาเซลเมื่อตอนที่ได้พบกันครั้งแรก

 

 
 

บางทีน้ำกับน้ำมันอาจเข้ากันได้

 

แค่เพียงต้องใช้เวลา

...................................................................................................

ถ้าชีวิตถูกกลั่นออกมาเป็นคำพูดได้

คนหนึ่งก็ใช้มันเป็นเกราะเสริมความแกร่งให้จิตใจ

ส่วนอีกคนใช้เป็นเครื่องระบายความเจ็บปวด

 

 

 

 

 

ปีเซรูเลียนที่ 7700 ศูนย์ฝึก HSGuard ไพรมาริเรียล์ม

 

“C924RS”

เสียงทุ้มต่ำ ห้าว และกระด้างดังแผ่นอิฐที่กำลังแนบหน้าของเขาในตอนที่กล่าวเรียกซ้ำด้วยชื่อรหัส

 

เมื่อเด็กชายเงยหน้าจ้องมองแต่ไม่ตอบคำ ด้ามโลหะจึงสะบัดมากระทบใบหน้าอย่างไม่ปราณี ด้วยแรงที่มากกว่าครั้งแรกที่เขาไม่ขานคำเรียกที่เหมือนรหัสเรียกสิ่งของ

 

ไม่มีเสียงร้องขอความกรุณา

ไร้ซึ่งน้ำตาแม้เพียงหนึ่งหยด

จะมีก็แต่เสียงร้องของความเจ็บปวด

 

ความเจ็บคือสิ่งที่เขาเรียนรู้เป็นอย่างแรก ต่อมาคือความโกรธ

ความโกรธทำให้เขาปิดปากไม่ขานรับคำเรียกที่ไม่ใช่ชื่อของตน

 

และความโกรธยิ่งทำให้เขาเจ็บ

เมื่อเจ็บมากขึ้นเขาเรียนรู้ถึงความกลัว

 

กลัวว่าตัวเองจะตาย

 

 

 

ดังนั้นในท้ายที่สุดเขาก็พูด

 

 

“C924RS”

 

 

“ครับ”

 

 

หนึ่งคำแลกกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเอง

Happy New Year 2011!!!

posted on 01 Jan 2011 05:07 by celestial-celaeno  in Diary
สวัสดีปีเถาะจ้า~
อาจจะไม่มีอะไรดีไปซะหมดทุกอย่าง
แต่ก็ขอให้เป็นปีที่ทำให้วันนี้ในปีหน้ามีความทรงจำสนุกๆที่ทำให้เราหัวเราะได้
.
.
.
Happy New Year
For Years WE Shared..
For STORIES I had seen....
Let's make more and more MEMORIES
that we will happy together
.
.
.

edit @ 2 Jan 2011 17:40:25 by 2ndSun

edit @ 2 Jan 2011 17:56:58 by 2ndSun