Cycle of Destiny:
Prelude;Merry Overture...
บทโหมโรงเบิกม่าน
ช่วงเวลาแห่งความสุข
ในหนึ่งช่วงชีวิต
สำหรับบางคนยาวนาน....สำหรับบางคนแสนสั้น
ในช่วงเวลาเหล่านั้น เคยมีวันที่คุณมีความสุขหรือเปล่า?
...........................................................
ความทรงจำลึกที่สุดเท่าที่ผมจำได้คือภาพเด็กหนุ่มผู้นอนบนพื้นสีเทาในสภาพเปื้อนเลือดทั้งตัว
ง่ำๆๆๆๆๆๆ
"คาเซล...กินช้าๆหน่อยก็ได้ ไม่มีใครแย่งนายหรอก"เสียงผู้หวังดีเอ่ยเตือน
โรงอาหารยามเช้าค่อนข้างคึกคัก เพราะคนของวาลคิลเรถือคติ อย่าหวังข้าวมื้อหน้า มื้อนี้มีให้กินก็ต้องกินให้เต็มคราบ สมกับเป็นหน่วยที่ถูกใช้งานหนัก แต่ได้เงินเดือนน้อย แผนกวิทยาศาสตร์เคยทำรายงานสำรวจเล่นๆว่า90เปอร์เซนต์ของพนักงานมีโอกาสอดตายมีสูงกว่าความเสี่ยงทางวิชาชีพเสียอีก
"ช่างเถอะครับคุณพอล หมอนี่เป็นพวกเตือนไม่จำต้องรอให้กรรมสนองก่อน"
แค้กๆๆ
ไม่ทันขาดคำเจ้าตัวก็สำลักข้าวติดคอ ด้วยสัญชาติญาณเอาชีวิตรอด จึงคว้าแก้วน้ำที่อยู่ใกล้ตัวมาดื่มอั่กๆ ไม่สนใจเจ้าของแก้วที่ทำตาเขียวใส่
"บ้าเอ๊ย...เจ้าลูเซียสทำเอาเกือบตายแน่ะ"
"ฉันไปขวางหลอดอาหารนายรึไง ทำตัวเองแล้วยังมาโทษคนอื่นอีก เอาแก้วฉันคืนมาด้วย"
เด็กหนุ่มผมดำคว้าแก้วคืนอย่างฉุนเฉียว ทั้งๆที่น้ำในแก้วก็ไม่เหลือ
"งกแม้กระทั่งแก้ว" เสียงบ่นอุบอิบดังเบาๆ
ภาพกิจกรรมทักทายยามเช้าเรียกความเอ็นดูในใจของชายหนุ่มที่คอยดูแลเด็กทั้งสองคน
พอล บรอสตัน หนุ่มโสดวัย 25 ปี ที่ชีวิตนี้ก็รู้จักแต่งาน งาน งาน ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองต้องมาดูแลเด็กที่อายุอ่อนกว่าเป็นรอบถึงสองคน ถึงเขาจะมีน้อง แต่ก็เป็นน้องสาวที่อายุไล่เลี่ยกัน และดูแลตัวเองได้ดีกว่าตัวเขาผู้เป็นพี่เสียอีก
เวลาผ่านมาประมาณหนึ่งอาทิตย์แล้วนับตั้งแต่วันที่เขาและคู่หูเจอเด็กหนุ่มสองคนที่นอนตัวเปื้อนเลือด ในวิหารเก่า เมื่อตรวจดูปรากฏว่าเด็กคนผมดำที่ทั้งร่างชุ่มไปด้วยเลือดอย่างน่ากลัวนั้นไม่เป็นอะไรแม้แต่นิดเดียว มีแค่รอยช้ำกับรอยข่วนเล็กน้อยเท่านั้น เลือดที่ตรวจสอบได้เป็นของเด็กผมสีน้ำตาลอีกคนที่อยุ่ด้วยกัน..ส่วนหนึ่ง...อีกส่วนเป็นเลือดของคนอื่น
เด็กทั้งสองคนแทบไม่มีหลักฐานอะไรติดตัวเลย มีเพียงแค่สร้อยคอ กับสร้อยข้อมือสลักชื่อไว้เท่านั้น
เลยรู้ว่าคนผมน้ำตาลชื่อคาเซล คนผมดำชื่อลูเซียส
เด็กลึกลับสองคนนี้ทำเอาฝ่ายข่าวสารวุ่นวายกันไปพักหนึ่งเนื่องจากไม่สามารถหาประวัติที่มาใดๆของสองคนนี้ได้เลย ทำไปทำมากลายเป็นว่าผู้บริหารเลยโยนมาให้ทางนี้จัดการกันเอง
เขากับคู่หูเลยต้องจำยอมมาเลี้ยงเด็ก ในเมื่อเป็นคนเจอก็ต้องรับผิดชอบ และเมื่ออยู่กองดียวกันมันก็น่าจะให้คนทั้งกองช่วยกันด้วย เลยพามาที่นี่ซะเลย
กองควบคุมและตรวจสอบวัสดุเวท กรมรักษาความปลอดภัย สังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มีชื่อเล่นตามชื่อตึกสำนักงานว่า วาลคิลเร และมีชื่อเล่นลับๆสำนักร่อนเร่ เนื่องจาก 80 เปอร์เซนต์ของพนักงานต้องออกภาคสนาม ไม่ว่าสายงานของตัวเองจะออกภาคสนามได้หรือไม่น่าจะได้ก็ตาม
วัลคิลเรมีประวัติความเป็นมายาวนาน เป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆที่ตั้งขึ้นมาเป็นกองพันรักษาความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักร ภายใต้ความดูแลของฝ่ายทหาร เพราะในอดีตตนที่ทำหน้าที่นี้มีน้อย ทหารในสังกัดจึงต้องทำแทบทุกอย่างทั้งออกไปรบ เป็นสายลับ พยาบาล กรรมกรจำเป็นยามแรงงานขาดแคลน รวมถึงงานบ้านงานเมือง แต่ต่อมาบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป ได้มีการจัดระบบที่เป็นหมวดหมู่มากขึ้น แยกเป็นกระทรวงต่างๆ หลังจากถูกโยกไปย้ายมาสักพัก กองพันที่5 วาลคิลเร จึงลงเอยที่หน่วยที่5 กรมรักษาความปลอดภัย สังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรในปัจจุบัน มีหน้าที่ ตรวจสอบวัสดุเวท เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ วัตถุไม่ทราบที่มา และยืนยันความปลอดภัยสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลงานของหน่วยวิจัยของวาลคิลเร
พอลและคู่หูอยู่หน่วยค้นหาภาคสนาม งานของเขาคือการสำรวจโบราณสถานต่างๆ เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยเบื้องต้น ก่อนส่งงานให้หน่วยวิจัยเอาไปทำต่อ พวกเขาได้รับอนุญาตจากสภากลางในการผ่านเข้าออกได้ทุกอาณาจักร
พวกเขาพบลูเซียสและคาเซล ในวิหารเก่าแห่งหนึ่งของสหพันรัฐไซดีเรียล ซึ่งอยู่ในทวีปเล็กๆชื่อเซลคัลลา
ไม่รู้ว่าเจออะไรมาบ้างแต่ยังมีอาหารช็อกหลงเหลืออยู่ รุนแรงพอที่จะทำให้เด็กทั้งสองสูญเสียความทรงจำ ตามที่หน่วยหยาบาลบอกมาก็น่าจะฟื้นความทรงจำได้ภายในหนึ่งอาทิตย์
แต่นี่หมดไปอาทิตย์หนึ่งแล้วก็ยังไม่มีวี่แววอะไร
เจ้าหนูคาเซลนอนซมอยู่สองวันก็กระโดดโลดเต้นได้ ส่วนลูเซียสถึงจะเหมือนทะเลาะกันบ่อยๆ แต่ก็คอยดูแลเพื่อน
สองคนนี้รู้จักกันหรือเปล่า ไม่มีใครรู้ แต่เท่าที่สังเกตุมาทั้งอาทิตย์ พอลคิดว่าสองคนนี้รู้จักกันและกันดีพอสมควร เลยมั่นใจว่าพวกเขาต้องเป็นเพื่อนกันแน่ๆ เขาอาจเดาผิดก็ได้ แต่ในอนาคตเขาก็เชื่อว่ามันจะเป็นเช่นนั้น
"อิ่มแล้วครับ" เสียงของลูเซียสดึงชายหนุ่มออกจากภวังค์ความคิด เด็กหนุ่มทานเข้าวเรียบร้อย ดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วโดยไม่ต้องมีใครสั่งใครสอน ผิดกับอีกคนที่กินมูมมามยังกับเด็กเล็กๆ
"อายอี่อินเอ็วอะอัดเอย"
"เวลากินอย่าพูดสิ เดี๋ยวก็ติดคออีกหรอก"เด็กหนุ่มผมดำดุ ปากพูดแต่มือก็กำลังรินน้ำให้เผื่อเจ้าคนมูมมามจะสำลักข้าวกระทันหันอีก
"ลูเซียสเนี่ย...ดูแลคาเซลดีจังนะ"
อดัม เรย์ไลน์ รองหัวหน้าหน่วยพยาบาลทักได้ตรงใจพอลมาก แต่คงไม่ตรงใจเด็กหนุ่มเท่าไหร่ เพราะเขาโวยทันทีที่จบประโยค
"ใครดูแลเจ้านี่กันครับ ผมไม่ได้..."
"จ้าๆ รู้แล้วๆ ......ไงเจ้าหนูคาเซล กินซะเยอะ รับรู้รสชาติบ้างรึเปล่าเนี่ย?"อดัมตัดบท เปลี่ยนเรื่องหันมาถามเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลแทน
" อร่อยมาเลยฮะ อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลย"
"ขนาดความจำเสื่อมยังอุตส่าห์รู้อีกแน่ะ แต่ถ้าชอบขนาดนั้นฉันก็ดีใจ"
ยังไม่ทันจะถามว่าดีใจเรื่องอะไร พอลก็ชิงตอบแทน
"พวกนายไม่รู้สินะว่าหน่วยพยาบาลเป็นคนดูแลเรื่องอาหารนะ วันนี้เป็นเวรของอดัม"
"เอ๋..แล้วทำไมมีเฉพาะหน่วยพยาบาลที่ทำละครับ คุณเรย์ไลน์"
"เรียกอดัมก็ได้ลูเซียส.....ที่ให้เฉพาะหน่วยพยาบาลทำอาหารนะเหรอ ก็เพราะคนส่วนใหญ่ทำอาหารไม่เป็น การทำให้อร่อยยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ ส่วนหน่วยพยาบาลทุกคนต้องเรียนด้านโภชนาการแล้วก็การปรุงยาอยู่แล้วเลยทำอาหารกันเป็น ทำอร่อยด้วยนะ หน่วยอื่นก็พอมีคนทำอาหารได้บ้าง บางทีก็มาช่วยในครัว แต่ที่ควรระวังที่สุดคืออย่าได้ไปขอให้คนของหน่วยวิจัยทำอาหารเป็นอันขาด"
"อ้าวเพราะอะไรละฮะ" คาเซลที่กินข้าวเสร็จเมื่อไหรก็ไม่รู้ถามอย่างสงสัย
"หน่วยวิจัยส่วนใหญ่เป็นนักประดิษฐ์"คุณลุงที่นั่งข้างๆเขยิบเข้ามากระซิบกระซาบ
"อาหารส่วนใหญ่เลยออกมาแปลกๆ"พี่สาวที่นั่งข้างหลังเข้ามาร่วมวงด้วย
"ถ้าไม่อยากเป็นหนูลองยา อยู่ให้ห่างหน่วยวิจัยเป็นดีที่สุด"พี่ชายผมเงินที่เดินมานั่งด้วยปิดท้าย
"หน่วยวิจัยทำไมรึ?"
เฮ้ย
เสียงใสๆที่ถามขึ้นทำเอาวงนินทาแตก
"ว่าไง..หน่วยของฉันทำไมรึ?"หญิงสาวในชุดสูทกระโปรงสั้นเหนือเข่าคลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีขาวยาวเกือบถึงข้อเท้า ดวงตาสีเทาหลังเลนส์แว่น ปรายตามองอย่างจับผิด
"เปล๊า...ไม่มีอาร๊ายย"
"แค่เล่าเรื่องหน่วยของที่นี่ให้เด็กๆฟัง"
"หน่วยวิจัยมีแต่คนหน้าตาดี"
"ทำแต่สิ่งดีๆมีประโยชน์ให้กองของเรา"
ขบวนการร่วมด้วยช่วยกันนินทาเปลี่ยนเป็นร่วมด้วยช่วยกันแหล คาเซลเห็นแต่ละคนลุกลี้ลุกลนกันสุดๆ ผู้หญิงคนนี้กับหน่วยวิจัยน่ากลัวตรงไหนกันนะ เพราะแม้แต่คุณอดัมกับคุณพอลยังแอบหน้าซีดถึงจะยังยิ้มเหมือนไม่มีอะไรก็เถอะ