นับถอยหลังรอดู NO.6
posted on 08 Sep 2011 12:03 by celestial-celaeno in Art



edit @ 8 Sep 2011 22:16:49 by 2ndSun
edit @ 8 Sep 2011 22:25:42 by 2ndSun




edit @ 8 Sep 2011 22:16:49 by 2ndSun
edit @ 8 Sep 2011 22:25:42 by 2ndSun





edit @ 19 Mar 2011 00:40:43 by 2ndSun
TG-BLUESPEARE
ภาพของดาวเคราะห์สีน้ำเงินโดดเด่นขึ้นมาจากพื้นอวกาศสีดำ
เด็กหนุ่มจับจ้องมันอย่างหลงใหล ด้วยฤทธิ์อำนาจของอักษรเวทที่วิ่งวนรายล้อม ทำให้วัตถุทรงกลมปรากฏในสภาพกึ่งจริง ดูราวกับจะเอื้อมมือไปจับได้
แต่สิ่งที่ปลายนิ้วสัมผัสคือความว่างเปล่า เด็กหนุ่มถอนหายใจด้วยความเสียดาย และได้แต่มองภาพนั้นเงียบๆ ในช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือส่วนที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านมาถึงซึ่งเขายึดเอาเป็นฐานลับส่วนตัว ในดวงตาสีน้ำเงินสะท้อนภาพดาวเคราะห์สีน้ำเงินตรงหน้าแต่ในหัวสมองกลับคิดถึงอย่างอื่น เหมือนจะส่งความคิดไปถึงโลกนั้นที่เป็นของจริง ซึ่งอยู่ยังมิติอวกาศอันห่างไกล
ก็อกๆ
เสียงเคาะดึงเขาให้กลับมาอยู่โลกที่ตรงหน้า โลกที่เขากำลังดำเนินชีวิตอยู่ เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งชะโงกหน้ามาจากอีกฟากของชั้นหนังสือ
"อีก5นาทีเราต้องไปเรียนกับอาจารย์ทัลกาแล้ว"
เขาพูดอย่างนั้นแล้วลุกขึ้นยืนรอ และทำท่าจะไม่ไปไหนถ้าเขาไม่ไปด้วย
ไม่สิเจ้าหมอนี่ทำมาแล้ว
ถ้าเขาไม่ลุก เจ้าหมอนี่ก็จะรอ บ่อยครั้งเข้าตัวเขาชักเริ่มรู้สึกผิด แล้วจำนวนคาบเรียนที่เขาโดดก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ
เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไม เดวา ราวีเน ถึงได้ตามติดเขานักหนา หมอนี่เป็นหมาเฝ้ายามรึไง?
เด็กหนุ่มคิดอย่างหงุดหงิด แต่ก็ยอมปิดหนังสือเก็บวางที่ชั้นประจำและยอกออกมาจากมุมลับๆอันแสนสุขของตัวเองที่มีผู้บุกรุกเพิ่มเข้ามาอีก
ทั้งๆที่อยู่มาตั้งนานไม่มีใครหาเขาเจอ แต่เด็กหนุ่มที่เพิ่งมาใหม่ไม่กี่ปีกลับหาเขาเจอได้
ไม่ใช่ที่แห่งนี้แค่ที่เดียว แต่เดวามักหาเจอ
หาเขาเจอตลอด...ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
กริ๊ก กริ๊ก
กริ๊ก กริ๊ก กริ๊ก
ทั้งห้องสะท้อนแต่เสียงอันเกิดจากการหมุนแบบจำลอง โลก ในแต่ละรอบ และผู้ที่ทำเสียงนั้นคือมือชายหนุ่มวัยเข้ากลางคน ดวงตาสีน้ำทะเลลึกเหม่อมองลูกโลกกลมๆหมุนไป ใจคำนึงถึงความทรงจำของช่วงชีวิตหนึ่งที่ผ่านมานาน ช่วงที่เป็นความสงบสุขมากที่สุดในชีวิต
แบบจำลองโลกนี้คือดาวเคราะห์ที่มีน้ำเป็นส่วนใหญ่ สถานที่ที่เขาดำรงอยู่ ณ ขณะนี้ใกล้เคียงกับบ้านเกิดยิ่งนัก
โลกสีฟ้า ที่พวกเขาตั้งชื่อให้ว่าเอสฟีรา อาซูล
ดวงดาวที่เพื่อนรักของเขาหลงใหล แต่ไม่มีวันได้มาถึง
กริ๊ก กริ๊ก
“คุ วา”
กริ๊ก กริ๊ก
“คุณเดวา!!!!!”
ชายหนุ่มสะดุ้งโหยง
หนึ่งเพราะคนส่วนใหญ่ที่นี่ไม่กล้าถึงขนาดจะขึ้นเสียงกับเขา
สองเพราะไอ้คนส่วนน้อยที่เหลืออยู่ที่นี่คนหนึ่งกำลังเรียกเขาพร้อมกับทุบ...อืม..เบาไป ต้องใช้คำว่ากระแทก โต๊ะเรียกร้องความสนใจด้วยเสียงอันดัง
พอหายตกใจ ความรู้สึกไม่พอใจก็เข้ามาแทนที่ ถึงพูดไม่ได้เต็มปากว่าเป็นบ้านเขาเอง แต่อย่างน้อยก็ควรมีมารยาทพอที่จะไม่บุกรุกห้องส่วนตัวของคนอื่น
แต่พอมองหน้า ‘เจ้าบ้าน’ ไม่รู้ทำไมเรี่ยวแรงจะด่าว่ามันละลายหายไปหมด ได้แต่ถามเสียงเบา
“มีอะไร?”
ไม่นึกว่าตัวเองจะมีวันที่ไม่กล้าหือกับเด็กที่อายุน้อยกว่าเป็นรอบ
พอล บอสตันขมวดคิ้ว
“เวลาอาหารเย็นครับ ไม่นึกว่าเจ้าบ้านต้องมาเชิญ ‘คนอาศัย’ ถึงห้องด้วย”
“กินกันไปก่อนก็ได้นี่”
“นี่บ้านใครครับ?”
“บ้านนาย”
เด็กหนุ่มยิ้มหวานจนเห็นวิญญาณทะมึนเป็นพื้นหลัง
“ใช่ครับ บ้านผม กฎของผม เป็นคนมา ‘ขออาศัย’ ก็ควรทำตามกฎของบ้านด้วยนะครับ”
คนอายุมากกว่าคิ้วกระตุก แต่พยายามระงับอารมณ์ ท่องไว้
มันเป็นเด็ก เราเป็นผู้ใหญ่ เรามันแค่คนอาศัย แต่ฝ่ายนั้นเป็นเจ้าบ้าน
ร่างทั้งสองของชายหนุ่มต่างวัยเดินท่ามกลางความเงียบ ทางเชื่อมไปยังห้องอาหารประดับด้วยโคมไฟวิจิตรเป็นระยะ ตามชั้นวางมีของโชว์อย่างผ้าลูกไม้ถัก ภาพเขียน แจกันลวดลายละเอียด พร้อมของตกแต่งที่ดูไม่เข้าพวกอย่างยิ่ง อย่างเช่น ก้อนหินสี เปลือกหอยแตกๆหักๆ ขนนกสีขาวยู่ยี่ เฟืองและเกียร์ที่เปื้อนน้ำมัน เศษผ้าสีจัดจ้าน และภาพบางอย่างที่เหมือนเอาสีดำมาป้ายบนกระดาษเขาแบบมั่วๆ
“อะไรเนี่ย?”
“งานคัดลายมือภาษาจีนของคุณไมค์นะ”
เด็กหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ
หน่วยแพทย์ ไมก้า เคลิเซรา ความตั้งใจดีเต็มร้อยแต่ทำยังไงก็ไม่อาจแก้ไข ฝีมือด้านศิลปะที่ห่วยแตกได้
สำหรับเดวาข้าวของเหล่านี้เป็นขยะรกตา ไม่เข้ากับสถานที่อย่างยิ่ง และพวกที่กล้าเอามันมาวางไว้ก็เป็นพวกสมองมีปัญหา
ใช่ ลูกน้องฝีมือดี แต่สมองมีปัญหา มีแต่พวกบ้าๆบอๆ
แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่เดินนำหน้า แม้ข้าวของบ้านอย่างจะสกปรก ไม่มีค่า หรือดูไร้สาระเป็นอย่างยิ่ง
หากเขาก็รู้สึกขอบคุณพวกเขาเหล่านี้ที่ทำให้บ้านที่เงียบเหงามานานมีบรรยากาศสดใสมากขึ้น
บ้านที่ตอนนี้มีเสียงหัวเราะกระจายอยู่มากกว่า 3 ปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก
ดวงดาวแห่งพื้นพิภพปรากฏขึ้นยามมองเบื้องล่าง แสงไฟสีอมเหลือจากอาคารและโคมหลากสีสันประดับประดาตามท้องถนนจนดูเหมือนทุ่งดอกไม้ละลาน สดใสดังผู้คนที่กำลังหัวเราะเฮฮาเริงรื่นไม่ไยดีกับปุยหิมะที่เริ่มโปรยปราย
ร่างหนึ่งในชุดสีดำเข้ารูปเพียงมองดูเงียบๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจ ราวกับกำลังเหม่อมองภาพอดีตที่สะท้อนอยู่ในความทรงจำ ความทรงจำของเขาเพียงผู้เดียว หรือไม่ก็เหลืออยู่กับเพียงแค่คนๆเดียว คือ ตัวของเขาเอง
ในดวงตานั้นช่างอยู่ห่างไกลจนไม่อาจเข้าใจได้ว่ามีอารมณ์ใดสะท้อนอยู่ ดูเผินๆเหมือนรูปปั้นประดิษฐาน ณ ยอดหอคอยแห่งรัตติกาล
อันที่จริงมันเป็น หลังคา ของเคหาสห์ขนาดย่อมหลังหนึ่งที่เดียวคายบนเนินเขาและกำลังเอะอะครื้นเครงไม่แพ้ตัวเมืองข้องล่างเลย
ออกจะวุ่นวายหนวกหูเสียด้วยซ้ำทั้งๆที่มีคนอยู่กันแค่สามสิบกว่า ไม่สิ ตอนนี้สี่สิบแล้วนี่นา
เด็กหนุ่มคิด พลางมองหาอุปกรณ์ใกล้ตัวเพื่อที่จะปีนขึ้นไป
“ไอ้บ้าเอ๊ย คิดยังไงถึงมานั่งกินลมชมวิวบนหลังคาละเนี่ย?”
เสียงบ่นที่ไม่เบานักอย่างจงใจให้อีกฝ่ายได้ยิน
“รสนิยมนายที่พิลึกเป็นบ้า”
คนที่มี รสนิยมพิลึก พ่นลมพรืด สีหน้าบงบอกถึงความหน่ายปนระอา
“มีอะไร?”
คาเซลเบียดตัวหลบไปชิดประตูเพิ่มพื้นที่ว่างบนระเบียงให้อีกฝ่ายกระโดดลงมาได้สะดวก
“พ่อวีรบุรุษสุดหล่อขอตัวไปเข้าห้องน้ำแล้วหายเงียบ หัวหน้ากลัวนายจะตกส้วมตายไปเลยให้ฉันมาตาม”
คำตอบมาพร้อมกับผ้าคลุมผืนโตโปะใส่หน้า
“หนาวจนหิมะตก แต่นายก็ยังออกมาหาเรื่องให้ไม่สบายอีก”
คนฟังไม่ได้โต้กลับเหมือนอย่างเคยแต่คลี่ผ้าคลุมร่างอย่างว่าง่าย
จนคนมองอยู่รู้สึก
พิลึก
ผิดปกติ วันนี้หมอนี่มันผิดปกติ
“นายไม่สบายจริงๆ รึเปล่าเนี่ย?ลูซ”
“เปล่า ไม่ ไม่รู้สิ ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
สบายไม่สบายไม่รู้ แต่ตอนนี้คาเซลฟันธงได้ว่าเจ้านี่กำลังผิดปกติเข้าขั้นสุดท้ายแน่ๆ
มีวันไหนบ้างที่คุณชายลูเซียส ไคเซเรสจะไม่โมโหหัวระเบิดเมื่อถูกเรียกว่าลูซ (แพ้) คุณชายหัวเชิดจอมหยิ่งคนนั้นอ่ะนะ ตอนนี้กำลังทำหน้าสับสนไม่แน่ใจ ไม่ว่า ไม่กัดเจ็บๆเลือดซิบๆถึงม้าม ไต ไส้ พุง
“คิดมากเรื่องอะไรอยู่”
เงียบ อีกฝ่ายไม่ตอบ เอาใหม่
“ไม่นึกว่าคุณหนูคาบช้อนทองมากเกิดจะมีเรื่องกลุ้มใจกับเขาด้วย”
คราวนี้โดนสวนกลับทันควัน
“รวยจนก็คน มีเรื่องกลุ้มให้คิดเหมือนกัน”
เรื่องกลุ้มอะไรละ?
นายเคยถูกตบตีเมื่อทำงานพลาดรึเปล่า?
เคยสู้ฤดูหนาวด้วยไออุ่นของตัวเองเพียงลำพังไหม?
เคยยอมทำทุกอย่างไม่ว่าเป็นเรื่องสกปรกแค่ไหนเมื่อให้ตัวเองรอกรึเปล่า?
คาเซลคิดสมเพชตัวเองในใจ แต่เมื่อมองลูเซียส มองสายตาซึ่งมองไปไกลยังแสงไฟในตัวเมืองอันแสนคึกคัก แต่กลับไม่มีความสุขสะท้อนในแววตา
ลูเซียสมีเรื่องให้คิด และไม่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ตาม เขาเป็นทุกข์กับมัน
ดังนั้นประโยคที่พูดออกมาจึงเป็นคำล้อเลียนหยอกเย้า ไม่ใช่ทำร้ายจิตใจ
“อย่างเช่นอะไร เพชรเป็นรอย เตียงนุ่มไม่พอ อาหารเย็นชืด หรือผมกระดิกมาเส้นหนึ่ง”
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมตามนิสัย(แย่ๆ)
“เพชรเป็นอัญมณีที่แข็งที่สุดไม่เป็นรอยง่ายๆ อาหารเย็นก็อุ่นใหม่ ต่อให้เป็นเก้าอี้ยังไงฉันก็หลับได้ อีกอย่างผมฉันเรียบลื่นไม่มีทางกระดิกสักเส้นอยู่แล้ว”
เออสิ! ผมนายมันคงชโลมเว็กซ์มาทั้งกระปุกถึงได้ตรงเรียบแข็งโป๊กเป็นไม้บรรทัดเหมือนเจ้าของ
แต่บรรยากาศก็ดีขึ้นตามจำนวนประโยคที่ต่อล้อต่อเถียงกันกว่าจะเดินไปถึงห้องอาหารซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน เขาก็ได้คู่แข่งกระแทกปากคนเดิมกลับมา
เคยมีคนเคยพูดว่าพวกเขาสองคนเหมือนกันตรงที่ใช้ปากเป็นอาวุธร้ายแรงได้
ลูเซียส ไคเซเรส
คนที่ใช้คำพูดสุภาพสมกับเป็นคุณชายตระกูลสูงเสียดฟ้ามองหาไม่เจอ แต่เนื้อความตรงเป้าเข้าหัวใจ เจ็บจี๊ดขึ้นสมอง นี่ถ้าเลือดไหลได้คงไหลนองเป็นอ่าง เพราะแต่ละคำที่พูดมาเป็นความจริงที่คนฟังไม่อยากฟัง และหาคำมาเถียงไม่ออก
ตัวเขา คาเซล ไม่ทราบนามสกุล
เด็กกำพร้าคนสุดท้ายของบ้านซีเฮ้าส์ ฝึกสารพัดคำด่ามาตั้งแต่จำความได้ พอถูกโยนเข้าโรงเรียนเตรียมทหารก็เริ่มใช้หัวสมองพัฒนาสรรหาคำมาจิกกัดแบบอ้อมๆ
ด่าคนฉลาดต้องใช้คำที่คนฟังไม่กล้ารับให้เสียหน้า
ด่าคนโง่ต้องใช้คำที่คนฟังไม่มีทางรู้ว่าเป็นตัวเอง
เพราะไม่มีคนหนุนหลัง จะพูดแต่ละคำออกมาได้เขาต้องมั่นใจว่ามีที่หรือคนเป็นโล่กำบังที่สามารถจรลีหนีไปลี้ภัยได้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่คนกำบังก็ไม่รู้หรอกว่าถูกเขาใช้เป็นโล่
เขาอิจฉาลูเซียสที่กล้าไปพูดต่อหน้าตรงๆ ความซื่อตรงและยึดมั่นในเกียรติของตนเองที่จะไม่ว่าใครลับหลังแต่อีกฝ่ายจะเป็นคนที่ไม่ชอบหน้าปานใดก็ตาม
ลูเซียสชำเลืองมองคนที่ลากเขามางานเลี้ยงแต่ใจตัวเองล่องลอยไปถึงไหนต่อไหนก็ไม่รู้จนโดนจับใส่หมวกประหลาดๆ แถมโดนแป้งสีป้ายหน้าเป็นสัตว์ประหลาดโดยไม่รู้ตัว
คาเซล คนที่ต่างกับเขาแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฐานะ รสนิยม ทุกครั้งที่มีฝ่ายหนึ่งพูด อีกฝ่ายก็จะเป็นคนคอยขัด ร่วมมือกันก็หลายงานมาแล้ว แต่นอกเวลางานทีไรพวกเขาก็ยังสนิทเข้ากันไม่ได้เหมือนน้ำกับน้ำมัน
แต่ก็ยังมีคนบอกว่าพวกเขาเหมือนกัน
ตรงที่สามารถใช้ปากเป็นอาวุธได้
ลูเซียสรู้ว่าตัวเองเป็นคนพูดตรง
บางครั้งเขาตั้งใจ แต่บางครั้งก็ไม่ได้ตั้งใจ
บ่อยครั้งที่คำพูดของเขาทำให้คนอื่นเจ็บ
ในสายตาเขา อีกฝ่ายเป็นคนฉลาดผู้ขี้ขลาด ต่อหน้าทำดีลับหลังวางแผนชั่ว โยนระเบิดให้คนอื่นเสร็จก็มุดหลบลงรูไปอยู่อย่างปลอดภัย
คาเซลใช้คำหยาบมากก็จริง บางคำไม่หยาบแต่ความหมายสถุลอย่างยิ่งขนาดไม่ต้องเป็นผู้ดีอย่างเขาก็ต้องร้องยี้
บางคำก็ตั้งใจพูดตรงตามความหมาย แต่บางคำดูเหมือนแค่พูดออกมาตามความเคยชิน เหมือนเป็นคำอุทานติดปาก หรือสำเนียงพูดที่แก้ไม่หาย
ความอ่อนแอในถ้อยคำของคาเซลเป็นสิ่งที่เขาอิจฉา
เพราะมันไม่เคยมีน้ำหนักพอที่จะทำร้ายใครจนสาหัสจริงๆเหมือนคำของเขา
ดังนั้นมันจึงง่ายที่จะไม่ใส่ใจ
และง่ายที่จะได้รับการให้อภัย
เอาเข้าจริงคาเซลก็ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้เร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี ไอ้ความห้าวไม่ดูกาละเทศะกลับทำให้เข้ากับคนทั่วไปได้ง่าย และความขี้ประจบกลับทำให้คนอื่นเอ็นดู
ทำตัวโหดร้ายได้ไม่ถึงครึ่งที่ตัวเองเอ่ยปากพูด
และก็ใจดี
คาเซลไม่เคยรู้ว่าลูเซียส ไคเซเรสสัมผัสถึงความใจดีของตัวเองมาได้พักใหญ่ๆแล้ว
หลักฐานก็คือเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆ
ทั้งที่หาเจอแต่ก็ให้ความเป็นส่วนตัวพอที่จะไม่ขัดจังหวะ และกะเวลาไม่ให้นานเกินไปจนเขาตากหิมะไม่สบาย โดยเอาข้ออ้างเรื่องที่มีคนให้มาตาม
ที่ชัดเจนที่สุดคือผ้าคลุมที่อุตส่าห์เอามากันหนาวให้
เด็กหนุ่มแกะป้ายคำเพี้ยนๆที่ติดหลังอีกฝ่ายออกให้ แล้วลากคนที่เอ๋อไม่รู้จักเวล่ำเวลาให้ออกห่างจากเขตอันตรายจากเหล่ารุ่นพี่ที่กระตือรือร้นอย่างแกล้งคนอย่างยิ่ง
ลูเซียสและคาเซลในวันนี้ต่างจากลูเซียสและคาเซลเมื่อตอนที่ได้พบกันครั้งแรก
บางทีน้ำกับน้ำมันอาจเข้ากันได้
แค่เพียงต้องใช้เวลา
...................................................................................................
ถ้าชีวิตถูกกลั่นออกมาเป็นคำพูดได้
คนหนึ่งก็ใช้มันเป็นเกราะเสริมความแกร่งให้จิตใจ
ส่วนอีกคนใช้เป็นเครื่องระบายความเจ็บปวด
ปีเซรูเลียนที่ 7700 ศูนย์ฝึก HSGuard ไพรมาริเรียล์ม
“C924RS”
เสียงทุ้มต่ำ ห้าว และกระด้างดังแผ่นอิฐที่กำลังแนบหน้าของเขาในตอนที่กล่าวเรียกซ้ำด้วยชื่อรหัส
เมื่อเด็กชายเงยหน้าจ้องมองแต่ไม่ตอบคำ ด้ามโลหะจึงสะบัดมากระทบใบหน้าอย่างไม่ปราณี ด้วยแรงที่มากกว่าครั้งแรกที่เขาไม่ขานคำเรียกที่เหมือนรหัสเรียกสิ่งของ
ไม่มีเสียงร้องขอความกรุณา
ไร้ซึ่งน้ำตาแม้เพียงหนึ่งหยด
จะมีก็แต่เสียงร้องของความเจ็บปวด
ความเจ็บคือสิ่งที่เขาเรียนรู้เป็นอย่างแรก ต่อมาคือความโกรธ
ความโกรธทำให้เขาปิดปากไม่ขานรับคำเรียกที่ไม่ใช่ชื่อของตน
และความโกรธยิ่งทำให้เขาเจ็บ
เมื่อเจ็บมากขึ้นเขาเรียนรู้ถึงความกลัว
กลัวว่าตัวเองจะตาย
ดังนั้นในท้ายที่สุดเขาก็พูด
“C924RS”
“ครับ”
หนึ่งคำแลกกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเอง






edit @ 2 Jan 2011 17:40:25 by 2ndSun
edit @ 2 Jan 2011 17:56:58 by 2ndSun