โลกที่เราเห็นอยู่นั้น ที่จริงแล้วถูกแบ่งถึง 3 ภพ คือภพมนุษย์ ภพมาร และภพฟ้า หรือที่มนุษย์เรียกกันว่า "สวรรค์"

ภพฟ้านั้นเป็นที่พำนักของเหล่าผู้มีปีก ผู้อาศัยจากภพอื่นๆเรียกพวกเขาว่าเทพ

เหล่าเทพต่างมีหน้าที่ เหมือนอาชีพต่างๆ

พฤกษาสววรค์จะเป็นดังมารดาผู้อุ้มชูวิญญาณบริสุทธิ์ และให้กำเนิดเทวดาตัวน้อยๆ

เทวภิบาล จะเลี้ยงดู อบรบสั่งสอน จนกว่าเทวดาเหล่านั้นจะสามารถกางปีกด้วยตนเองได้ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาพร้อมจะรับการฝึกตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจาก"จอมเทพ"

มีทั้ง เทพอารักษ์ เทพประจำธาตุ เทพคุ้มครอง เทพอภิบาล เทพแห่งโชค กามเทพ ยมเทพ เทพอุปถัมภ์ และอื่นๆอีกมากมาย

และใน"อื่นๆอีกมากมาย" นั้น มีหน้าที่ที่เรียกว่า ปักษาสวรรค์ อยู่

ปักษาสวรรค์ คือเทพชั้นล่างผู้มีหน้าที่รับ-ส่งวิญญาณบริสุทธิ์ระหว่างพิภพสวรรค์และพิภพมนุษย์

วิญาณเทพที่สิ้นบุญจะถูกพาไปจุติในครรภ์ที่เหมาะสมบนโลก และวิญญาณมนุษย์ที่บำเพ็ญเพียรถึงขั้นจะถูกพามายังต้นไม้สวรรค์ ที่เป็นดั่งครรภ์เทพ ให้กำเนิดเทวดาตนน้อยๆรุ่นใหม่

ปักษาสวรรค์จึงเป็นงานสำคัญ แต่ทั้งๆที่สำคัญแต่ตำแหน่งกลับเป็นแค่เทพชั้นล่าง ระดับสูงกว่าเทพฝึกหัดแค่หน่อยเดียว

งานก็หนัก เวลาพักอันน้อยนิดที่มีก็หาโอกาสใช้ไม่ค่อยได้  แม้จะเป็นยุคนี้ที่หาผู้มีบุญมาเกิดเป็นเทวดาได้น้อยลง แต่ยังไงมนุษย์ก็เกิดได้อยู่ทุกวี่วัน  แล้วใครจะเป็นคนพาวิญญาณเหล่านั้นลงไปละ

แน่นอน ก็ปักษาสวรรค์ไง

หน้าที่ต่างๆคณะเทพปกครองทั้งสิบสองและจอมเทพจะเป็นคนเลือกให้เทวดาฝึกหัดรุ่นใหม่ ดังนั้นถึงจะเป็นหน้าที่ปักษาสวรรค์ที่ไม่มีใครอยากจะทำ  ยังง๊าย~  ยังไงก็ต้องจับเทวดาเคราะห์ร้ายสักตนให้มาสืบต่อหน้าที่ให้ได้

หน้าที่มิได้ถูกกำหนดว่าต้องทำด้วยเทพกี่ตนๆ ดังนั้นเทพแค่ตนเดียวก็ถือว่ามีคนสืบทอดไม่ขาดตอน

ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนี้เฟิงเทวดาฝึกหัดหมาดๆจึงได้แต่ปลงว่านี่คือกรรมแต่ปางไหนของเขาแล้วบินเข้าไปในวิหารสกุณา "สำนักงาน" ของปักษาสวรรค์

เทพฝึกหัดร่อนลงหน้าวิหารหินอ่อนสีครีม เขาเก็บปีกสีขาวเหมือนน้ำนมของตนก่อนเดินเข้าไปในตัววิหาร ทางเดินที่ไม่มีคบแสง มืดสลัว และเงียบ เหมือนวิหารร้าง ถ้าอยู่ๆหนาวยะเยือกขึ้นมา เขาคงคิดว่านี่คงเป็นวิหารผีสิง

"......"

บางทีเขาควรกางปีกขึ้นมาอีกรอบจะดีกว่า

พรึ่บๆๆ

เฟิงเดินต่อไปยังโถงกลางด้วยความกล้าที่เพิ่มขึ้นมา...นิดหนึ่ง

เขาสะบัดปีกเกินความจำเป็นไปหน่อยเพื่อให้มีเสียงอยู่เป็นเพื่อน

พรึ่บๆ

ในที่สุดก็มาถึงโถงกลางสักที ขอบคุณสวรรค์! ที่นี่ติดคบแสงไว้ด้วย

"สวัสดีครับ" ครับ ครับ ..รับ....

เฟิงฟังเสียงตนเองสะท้อนกลับมา

"เทพฝึกหัดเฟิง มารายงานตัว ครับ" ครับ ครับ ...รับ......

ก็ยังมีแค่เสียงของเฟิงที่สะท้อนกลับมา

"เทพปักษาสวรรค์ ผม เทพฝึกหัดเฟิงมารายงานตัวเพื่อฝึกเป็นปักษาสวรรค์รุ่นถัดไปครับ" ครับ ครับ ค..รับ.. บ....

มีข่าวลือว่าผู้ที่รับหน้าที่ปักษาสวรรค์มีน้อยมากๆจนวิหารเกือบร้าง ตกลงว่าวิหารนี้ไม่ใช่แค่เกือบร้าง แต่มันเป็นวิหารร้างจริงๆใช่ไหมเนี่ย!!!!?!

ขณะกำลังคิดว่าจะหันหลังเดินออกจากวิหารไปเลยดีไหม เงาสีดำๆก็วูบผ่านไปโดยไม่ทันสังเกตเงานั้นอ้อมมาทางด้านหลัง ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เรื่อยๆ แล้วก็.....

หมับ!

O[]o

"ว้ากกกก~"

เทพฝึกหัดร้องเสียงหลง สะบัดปีกเต็มแรงไปที่อะไรก็ไม่รู้ที่กอดรัดตัวเองไว้ เสียงปีกกระทบดังปึก สิ่งนั้นกระเด็นไปไม่ห่างมากนัก เฟิงหุบปีกตัวเองเข้ามาด้านหน้าเป็นโล่ป้องกันไว้

"อูย~"

เสียงโอดโอยด้วยความเจ็บดังขึ้น เฟิงค่อยแหวกปีกขนตัวเองแล้วมองผ่านอย่างระมัดระวัง

บนพื้นวิหารหินอ่อน ชายหนุ่มผมสีเทายาวเรี่ยพื้นที่ถูกปีกพิฆาตลงไปนอนนับดาว ค่อยๆพยุงตัวเองขึ้น

ใบหน้าอ่อนเยาว์หันมองมาที่เฟิงด้วยความมึนงง

"ขอโทษครับ!"

เฟิงรีบเก็บปีกของตน แล้วรีบไปช่วยพยุงชายคนนั้นให้ลุกขึ้น

 "อะไร" ที่เขาโจมตีไปเมื่อครู่คือเทวดาตนนี้นี่เอง

เฟิงด่าตัวเองในใจที่ตื่นตูมไปเกินเหตุ จนทำร้ายคนอื่นเข้า ท่าทางจะเป็นรุ่นพี่ของเขาซะละมั้ง แย่แล้วไงเรา

"ไม่เป็นไรใช่ใหมครับ"

เฟิงเอ่ยถามพลางสำรวจเทพตรงหน้า เสื้อผ้าไม่ขาด แผลไม่มี แต่ไม่รู้ว่าสติกลับมารึยัง

"ไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องห่วง ว่าแต่ตบได้หนักจริงนะตัวแค่นี้ ปีกนายนี่แข็งแรงน่าดู"

เทพหนุ่มหัวเราะ เขาดูท่าทางใจดี และไม่ติดใจเอาความกับเรื่องเสียมารยาทเมื่อครู่

เฟิงแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

"ขอโทษด้วยครับ วิหารนี้เงียบมากจนผมนึกว่าไม่มีคนอยู่ ก็เลยตกใจเกินเลยไป"

"ไม่ต้องคิดมาก ที่นี่มันก็ให้บรรยากาศวิหารร้างจริงๆนั่นแหละ ฉันเองก็เพิ่งกลับจากทำงาน เลยเหนื่อยจัดจนล้มไปทับเธอด้วย  ว่าแต่....เธอเป็นใครเหรอ?"

"อ๊ะ..คือ...ผม เฟิงครับ เป็นเทพฝึกหัดที่จะมาฝึกเป็นปักษาสวรรค์ครับ"

 

"เทพฝึกหัด จริงสิ! สารแจ้งเตือนก็ได้รับแล้ว ฉันนี่...มัวแต่ทำงานจนลืมสนิทเลย"

เขาคงยุ่งจริงๆ ผมยุ่งเหยิงไปหมด สีของปีกก็ดูหม่น เฟิงมองคนที่คิดว่าน่าจะเป็นรุ่นพี่อย่างเห็นใจ

"ท่าทางพี่จะเหนื่อยนะฮะ ผมว่าหาเวลาพักผ่อนบ้างดีกว่า"

เทพหนุ่มยิ้มให้ด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว

"ช่วยไม่ได้ก็งานมันยุ่งนี่นา แต่ต่อจากนี้ฉันก็จะมีเธอมาช่วยแบ่งงานไปบ้างละนะ เอาละ...ตามฉันมา เราไปที่ห้องเอกสารกันเถอะ"

เทพหนุ่มเดินนำหน้า ผมสีเทายาวของเขาไหวไปมาตามจังหวะก้วเดิน

"จริงสิ พี่ชื่อว่าอะไรเหรอฮะ"

เฟิงเริ่มซักถามอย่างเป็นกันเองมากกว่าเดิม

"อ้าว! ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวหรอกเหรอ ฉันชื่อรูค เป็นปักษาสวรรค์รุ่นที่สิบเก้า ยินดีที่ได้รู้จักนะ"

ปักษาสวรรค์รุ่นที่สิบเก้า  สิบเก้า  สิบเก้า!

ถ้าอย่างนั้นก็เป็น"อาจารย์"ของเขานะสิ!

 

.........................................................................

นิทานคนกล้า...ผู้ถูกเลือก

posted on 21 Oct 2009 16:44 by celestial-celaeno  in AsterAngel
 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

ชาวเมืองยืนส่งอวยพรแก่ผู้กล้า

ผู้กล้าที่ออกเดินทางเพื่อปราบอธรรมให้สิ้น

เส้นทางของเขาสาดส่องไปด้วยแสงสว่างแห่งฝ่ายธรรม

ผู้กล้าเชื่อมั่นว่าด้วยแสงนั้นตนจะไม่มีวันหลงทาง

เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นแสงนั้นจะนำพาตนกลับบ้าน

แต่แสงนั้นกลับสว่างจ้าเสียจนเขามองไม่เห็นทาง

ไม่รู้ตัวว่าเท้าของเขากำลังเดินไปหาเถาวัลย์หนาม

สู่เส้นทางแห่งความทรมานที่ไม่มีวันจบสิ้น

 

 

กลางครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

เจ้าเมืองคัดเลือกเหล่าคนหนุ่มเพื่อให้ออกเดินทาง

 กำจัดปิศาจร้าย ช่วยเหลือชาวบ้านผู้ทุกข์ยาก

โดยมีสัญญาว่าจะมอบสินทรัพย์ และบุตรสาวคนงามเป็นการตอบแทน

เด็กสาวมองลงมาจากหน้าต่างของหอคอยสูง

หนึ่งในคนหนุ่มนั้นมีคนที่รักเธอ และคนที่เธอรักสุดหัวใจอยู่

เสียงอาวุธฟาดฟัน เธอไม่เคยละสายตา

หยดเลือดกระเซ็นซ่าน เธอมิเคยหวั่นไหว

แต่ภาพชายที่รักถูกแทงทะลุหัวใจ ดังเรียกวิญญาณให้หลุดลอย

เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังประสานกับเสียงร้องไห้

ในหอคอยที่ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครได้ยิน

เธออยู่ที่นั่น อย่างรวดร้าว...ทรมาน

ผู้ถูกเลือกออกเดินทางพร้อมสียงอวยพร

ผู้ไม่ถูกเลือกทอดกายไร้วิญญาณ ครวญเสียงร่ำไห้แว่วตามสายลม

edit @ 21 Oct 2009 16:42:40 by Sonata of Selene

edit @ 21 Oct 2009 16:42:58 by Sonata of Selene

Seeker 100%

posted on 02 Aug 2009 17:52 by celestial-celaeno  in LindenSonnet
 

วันนี้ท้องฟ้าเป็นสีเทา เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะเวลายามบ่ายโมง 15 นาทีเป้นเวลาเย็นย่ำค่ำ หรือเหตุผลที่สองเพราะพยากรณ์อากาศแจ้งว่าจะมีมรสุมเขตร้อนพัดเข้ามาในเขตพื้นที่นี้ ดังเช่นเมื่อวานที่ฝนตกจั๊กๆทั้งเช้า สาย บ่าย และมืด  ทำให้ประหยัดค่าแอร์ไปหลายเงิน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากวันใดฝนไม่ตกวันนั้นจะร้อนเหมือนอยู่ในเตาอบ ถ้าออกไปข้างนอกนานๆอาจกลับมาบ้านในสภาพกึ่งสุกกึ่งดิบได้

 

แต่เรายังไม่ได้ตอบประเด็นเดิมที่ว่า วันนี้เหตุไฉนท้องฟ้าเป็นสีเทา หากเลือกคำตอบได้แล้ว  คุณทายถูก ถ้ามันเป็นสภาพที่คุณกำลังเจออยู่ขณะนี้  แต่สำหรับตัวผม มันไม่ใช่ทั้งสองคำตอบ แต่ที่ฟ้าเป็นสีเทาเพราะผมใส่แว่นตากันแดดสีนั้นอยู่ต่างหาก

 

ดวงตาหลังเลนส์สีออกเทาๆจดจ้องมองผ่านกระจกใสบานใหญ่ ที่ถนนรถราสัญจรไปมา เห็นควันท่อไอเสียลอยคลุ้งไปหมด พ่อบ้านแม่บ้านรีบกลับไปดูแลเจ้าตัวน้อยที่ฝากไว้ที่เนิอร์สเซอรี่  หรือไม่...พี่เลี้ยงของที่นั่นต้องตามเอาเด็กที่พ่อแม่ลืมไปรับ ส่งให้ถึงบ้านซึ่งอาจเพิ่งโดยยกเค้าไปหมาดๆ  พนักงานบริษัทหน้าบูดที่กำลังทยอยออกมาจากออฟฟิสมีสีหน้าดูดีใจเป้นล้นพ้นราวกับเพิ่งหลุดมาจากขุมนรกมิปาน  เด็กนักเรียนนักศึกษาหอบกระเป๋าที่แทบไม่มีอะไรใส่อยู่เลยนั่งหลับกัดฟันกรอดๆอยู่บนรถเมล์รอกระเป๋ารถเมล์มาไล่เก็บเงินค่ารถ

 

ผู้คนมากมายเร่งรีบไปสู่จุดหมายของตน ไม่มีใครคิดจะแวะเข้ามานั่งพักผ่อนแม้เพียงชั่วครู่ในร้านที่เงียบเหงาแห่งนี้เลย

 

ยกเว้นก็แต่ใครสักคนที่เลือกร้านนี้เป็นจุดหมายของตนเอง

 

 

"กริ๊งๆ"

เด็กหนุ่ม Style ฮิปฮอปผลักประตูร้านเข้ามา เสียงกริ่งดังกังวาลใสแม้จะมีอายุพอสมควร เป็นของฟรีจากคนๆหนึ่งที่ต้องมานั่งรอเก้ออยู่เป็นชั่วโมงบ่อยๆ เพราะเจ้าของร้านดันมัวขลุกแต่ในครัวไม่ยอมโผล่หน้าโผล่ตาออกมาบ้างว่ามีใครมาหา

"อรุณสวัสดิ์ครับ"

ผมทักเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

 

เด็กหนุ่มมองหน้าเปื้อนยิ้มเจ้าของร้านคอฟฟีช็อปแห่งนี้ที่เขาเคยแอบเรียกในใจว่า มาสเตอร์หน้ายิ้มแป้น ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ

 

รอยยิ้มเดิมๆ ที่เห็นมาบ่อยพอที่จะคุ้นชินว่าอย่าได้ไว้ใจมันเป็นอันขาด กับ.......ผ้ากันเปื้อนตัวเดิม

 

ลายสตรอเบอร์รีสีชมพูอ่อน ช่างเข้าก๊านเข้ากันกับร่างสูง กำยำ ไหล่กว้าง เครื่องหน้าอันหล่อเหลาและดวงตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้น  เหมือนนกกาในดงพริกยังไงยังงั้น แถมเป็นพริกเผ็ด แบบเผ็ดจัดถึงขั้น โครตพ่อโครตแม่ตระกูลพริกเสียด้วย

 

บางทีนะ..บางที ถ้าไม่ใช้เงินเพลินจนเกินงบเสียก่อนเขาน่าจะซื้อผ้ากันเปื้อนลายเรียบๆที่ดูดีกว่านี้หน่อยมาให้สักโหลสองโหล

 

"สายัณสวัสดิ์แล้วต่างหาก สิงหา 4โมง 20 นาที ถึงจะเย็นแล้วแต่ก็ยังเป็นกลางวัน ไม่ใช่กลางคืน"

 

"โธ่..เรียก ลีโอ สิฮะเดี๋ยวนี้ใครๆก็ใช้ภาษาอังกฤษกัน มาสเตอร์นี่ไม่อินเทรนด์เลยเสียทีที่เป็นเจ้าของร้านขนมฝรั่ง" เด็กหนุ่มนั่งลงที่ประจำ เก้าอี้ตัวที่3หน้าเคาเตอร์  มาสเตอร์ลายสตรอเบอรี่ยกจานใส่ขนมและชามาให้โดยไม่ต้องสั่ง  วันนี้เป็นบราวนี่ช็อกโกแลตกับชาใส่นมเล็กน้อย ก่อนนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม

"พูดมากๆระวังเถอะลืมวิธีพูดภาษาไทย ที่นี่ยังอยู่ในประเทศไทย ไม่ต้องกระแดะพูดเหมือนอยู่ต่างประเทศให้มากนัก "

 

มาสเตอร์..เอ๊ย...คุณเจ้าของร้านนี่ยังพูดวาจานิ่มๆแต่เชือดเฉือนได้ถึงใจเหมือนเคย

"อีกอย่าง ขนมไทยฉันก็ทำขาย แต่ใครก็ไม่รู้ที่กินบราวนี่อยู่ไม่ชอบสั่งมากินเองต่างหาก

 

ขนมไทยทั้งทองหยิบทองหยอดยังอยู่ในตู้แช่ ทั้งทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และอีกสารพัด นานน้านนจะมีสักที ที่คุณป้าแก่ๆจะกระย่องกระแย่งมาซื้อ  ที่เหลือไม่รู้หายไปไหนหมด กินกันเข้าไปไอ้ขนมใส่สีแต่งกลิ่นทั้งหลาย สักวันคงจะเปลี่ยนสีได้เหมือนกิ้งก่า"  คุณเจ้าของร้านชุดผ้ากันเปื้อนลายสตรอเบอรี่บ่นเป็นชุดด้วยความอัดอั้นตันใจ  ใกล้จะต้องเสียค่าภาษี เงินยังไม่ไหลเข้าร้านสักบาท!

 

"แหะๆ ท่าทางจะขายได้ไม่ค่อยดีสินะฮะ"

 

"คนอื่นๆมักจะยุ่งช่วงกลางวันกันนี่ครับ เฮ้อ~ พูดอย่างนี้ก้จริงแต่ขนาดช่วงเลิกงานแบบนี้ก็ไม่ค่อยมีคนเข้าร้านเหมือนกัน นานๆจะมีเด็กนักศึกษาสาวๆหลงเข้ามาบ้าง" พอถึงประโยคนี้สิงหาหรือลีโอตาลุกวาว"สงสัยคนแถวนี้ไม่ค่อยชอบทานขนมรึยังไงก็ไม่รู้นะครับ

"จะชอบไม่ชอบ ผมคนหนึ่งล่ะที่ชอบละฮะ ว่าแต่...พวกพี่ๆนักศึกษาสวยไหมครับ"                                                     ตยาคีมองสิงห์หนุ่มที่ออกแววเจ้าชู้แต่เด็ก แถมเล่นกับคนอายุมากกว่าอีกต่างหาก  แต่ไม่เป็นไร ได้ลูกค้าติดเบ็ดมาอีกตัว เขาแกล้งเฉไฉ

"จะเอาเค้กอีกชิ้นไหมครับ"

เรื่องอะไรจะยอมบอกว่าพวกคุณเธอหน้าสวยกว่าลิงอยู่นิดหนึ่งเองล่ะ!

 

"ขอไวท์ชอกโก..ล้วนนะฮะ"

เด็กหนุ่มกล้าขอแบบไม่เกรงใจ แน่นอนที่กินอยู่นี่ไม่ใช่ของฟรี แต่เป็นของแลกเปลี่ยนต่างหาก  สิ่งแรกที่ต้องเรียนรู้และจดจำให้เพื่อการมีชีวิตรอดในสังคมนี้ได้ คือ ประโยคที่ว่าของฟรีไม่มีในโลก

 

พ่อหนุ่งสิงโตซดชานมดังอึกๆ(ซด...น่ะ ไม่ใช่ดื่ม) ระหว่างรอให้คุณเจ้าของร้านหยิบเค้กชิ้นใหม่มาให้

"โห..ขอบคุณครับ...ชิ้นใหญ่จัง แหม...จะไม่ให้ผลเหลือท้องไว้ทานอาหารเย็นรึไงฮะ" เด็กหนุ่มอุทานอย่างน่าหมั่นไส้  ก็ตอนเดินเข้ามาในร้านก็เห็นเค้กพวกนี้วางจะๆตาอยู่ ทำไมจะไม่รู้ว่าพ่อหนุ่มจอมกะล่อนจงใจขอเค้กที่ใหญ่ที่สุดและแพงที่สุดในร้าน

"เด็กกำลังโต กินๆเข้าไปเถอะ ยังไงในกระเพาะเธอก็เหลือที่ว่างอีกเยอะอยู่ดี" เจ้าของร้านหนุ่มกัดฟันพูดน้ำเสียงนุ่มๆเพื่อมารยาทที่ดี ทั้งๆที่อยากจะร้องไห้

แต่ละอย่างที่มันขอ ถูกๆซะที่ไหน เขาใช้ช็อกโกแลตอย่างดีสั่งจากนอกนะ ชิ้นแรกอุตส่าห์หยิบบราวนี่ธรรมดาๆ ถูกๆให้แท้ๆ พอขอได้ก็เอาใหญ่เลยนะ

 

ลีโอละเลียดเค้กแสนอร่อยนั้น แต่ทานช้าๆของเขาก็ยังเร็วอยู่ดี จานว่างเปล่าพอดีกับที่คุณเจ้าของร้านเติมชาถ้วยที่สองให้ด้วยแววตาเหมือนกำลังแช่งอยู่ในใจให้เด็กหนุ่มสำลักชาตายเสียตรงนั้น

 

"เฮ้อ~ เค้กร้านนี้ก็ยังอร่อยเหมือนเดิมนะฮะ" เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างมีคว่ามสุข

"ขอบคุณ ถ้าเธอชอบผมก็ดีใจครับ"

 

"ได้ค่าตอบแทนดีๆแบบนี้ ก็ตาผลส่งสินค้าดีๆให้มั่งแล้วล่ะฮะ"

พ่อสิงห์หนุ่มแย้มรอยยิ้มที่ต่างจากเดิม ความขี้เล่น และบรรยากาศสบายๆเลือนหายไป แล้วสองหนุ่มสองวัยก็เริ่มต้นการเจรจาอันเคร่งเครียดภายใต้ความมืดมิดของค่ำคืน

หนึ่งกาล

หนึ่งกาลของเจ้า หนึ่งกาลของข้า

ช่วงเวลาที่ไม่เคยเชื่อมต่อกัน

เพียงซ้อนทับ รับรู้ถึงสายใยบางๆ

สายใยที่ไม่เคยขาด เพราะเราไม่เคยเอื้อมมือถึงกันและกัน

หนึ่งกาลของเจ้า หนึ่งกาลของข้า

เฉียดผ่านให้ใจมีหวัง

แต่ไม่มีสักครั้งที่กาลของเราบรรจบกัน

จึงมีแค่กาลของเจ้า และมีแค่กาลของข้า

หนึ่งกาลของเรา ไม่มีทั้งในความฝันและความเป็นจริง

 

หนึ่งกาล

หนึ่งกาลของนาย หนึ่งกาลของฉัน

เป็นเหมือนเรื่องตลกที่แม้กาลของเราไม่ได้เชื่อมถึงกัน

แต่นายกลับรู้จักฉัน และฉันได้รู้จักนาย

หนึ่งกาลของนาย หนึ่งกาลของฉัน

รับรู้ถึงกันด้วยสายใยบางเบา ที่เหมือนจะขาดได้ทุกเมื่อ

ฉันสาวเส้นใยที่โยงไปถึงนายอย่างช้าๆ ระมัดระวัง

ไม่เบาจนยื้อยุดไว้ไม่ได้ ไม่แรงไปจนขาดสะบั้น

เพื่อ ‘สักวัน' ที่มือฉันเอื้อมไปถึงนาย

หนึ่งกาลของนาย หนึ่งกาลของฉัน

กาลเวลาที่ไม่บรรจบกัน หนึ่งกาลมีฉัน หนึ่งกาลมีนาย

ฉันวาดหวังว่าจะมีสักกาลหนึ่งที่มีเรา

ไม่จำเป็นต้องมีชั่วนิรันดร์ ฉันขอเพียงชั่วชีวิตหนึ่งที่ยังมีลมหายใจ

ฉันเก็บออมผลจากความอดทนและความพยายาม

เหมือนพับดาวกระดาษในโหลแก้ว พยายามเนิ่นนานเพื่อช่วงเวลาเดียว

ช่วงเวลาที่ขวดแก้วนั้นจะเต็ม และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

ตลอดไปที่ไม่อาจรู้ว่าเวลานั้นจะช้าหรือนานเพียงใด

หนึ่งกาลนี้ อาจไม่มีไม่มี'กาลของเรา'ทั้งในความจริงและความฝัน

แต่'กาลหน้า'นั้น นายจะยืนเคียงข้างฉัน และฉันยืนเคียงข้างนาย

 

edit @ 30 Jul 2009 22:08:32 by Sonata of Selene