Happy Birthday to P'Sona!Happy Birthday to Aster!

posted on 18 Feb 2008 20:13 by celestial-celaeno

สุขสันต์วันเกิดจ้า~

 

กะจะเข้ามาคนแรกนะเนี่ย โดนตัดหน้าจนได้ มัวไปกินเค้กอยู่ ดูรูปเอาละกันว่าน่ากินแค่ไหน

.

.

 

 สารรูปก่อนปักเทียน

.

.

 

อันนี้กำลังจะจุดเทียน กว่าจะจุดหมดก็แอบทำน้ำตาเทียนหยดใส่เค้กไปนิดหน่อย  ปีนี้เป็นปีแรกที่เจ้าของเค้กต้องมาจุดเทียน+ยกเค้กออกไปให้คนอื่นกิน ชักงงๆเหมือนกันว่านี่มันวันเกิดใครกันแน่วะเนี่ย?

.

.

 

อันนี้ Cela จอง

.

.

ชาที่ดื่มกับเค้กเจ้าค่ะ อันนี้ก็มีคนให้เช่นกัน

.

.

อันนี้ของขวัญที่ได้มา

.

.

ทำไมปีนี้ได้แต่แก้วก็ไม่รู้

.

.

.

2 ชิ้นนี้เก็บให้ As จ้า

.

.

.

.

ขอให้มี p'sona มีความสุขในวันเกิดปีนี้นะเจ้าค่ะ

 

ถึงไม่ได้พูดบ่อยๆ แต่วันนี้อยากบอกให้รู้ว่าเค้ารัก As ม้ากมากนะเจ้าค่ะ

HAppy BiRthdaY!

 

.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.

 

ปล. ที่จริงไม่ค่อยอยากพิพ์เท่าไหร...แต่ก็คิดๆดู ....มันก็เลย....เอาน่า วันนี้ก็วันเกิด จะหยวนๆให้สักวันละกัน

 

เรื่องมันมีอยู่ว่า

.

.

.

 วันนี้สิ่งที่ปลุกเราตอนเที่ยงคืนสิบนาทีคือเสียง SMS เข้าจาก As ในนั้นเขียนไว้ดังนี้..

.

.

.

.

.

.

.

.

ขอแสดงความยินดีด้วยที่แก่ขึ้นอีกปี!

Asssssssssssssssssssssssssssss ปากรึนั่น! ถ้านี่ไม่ใช่วันเกิด เค้าจะแล่นไปหาแล้วจับมาชำแหละยัดหมกส้วมซะเลย คนอะไรก็ไม่รู้ยิ่งโตยิ่งใช้วาจาชวนหาเรื่องขึ้นเรื่อยๆ ขออวยพรAsให้ปีนี้ก็หาแฟนช้ากว่าCela เหมือนเดิมๆๆๆๆๆๆ หลายๆปีจนแก่หนังเหี่ยวจะได้อยู่ด้วยกันไปนานๆ......

Happy Birthday to me!Happy Birthday to us!

posted on 18 Feb 2008 19:37 by celestial-celaeno

วันนี้ตื่นแต่เช้ามาตักบาตรค่ะ ทำอะไรดีๆแต่เช้าเลยรู้สึกว่าวันนี้เป็น"วันดีๆ" ทั้งวันเลย

ที่จริงวันเกิดก็เป็นเหมือนวันทั่วๆไป โลกก็ยังหมุนไปเรื่อยๆ ทุกคนก็ยังดำรงชีวิตของตัวเองตามปกติ

 แต่วันนี้ก็มีใครคนหนึ่งเกิดขึ้นมา อาจจะม่ใช่คนที่ดีเด่นอะไรมากนัก แต่ก็ยังมีใครร่วมยินดีที่มีคนๆนั้นเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ 

วันนี้ Sona ได้รับตำอวยพร จากพ่อแม่ จากน้อง จากคุณป้า และจากเพื่อนๆ คำอวยพรเล็กๆน้อยๆที่ทำให้เรายิ้มได้ทั้งวัน ทำให้วันธรรมดาๆวันหนึ่งกลายเป็นวันที่พิเศษ

 

ขอส่งต่อคำอวยพรแก่ทุกคนที่เกิดมาในวันนี้ ขอให้คุณมีความสุขและรับรู้ว่า ตลอดมาตัวเรานั้นได้รับความรักมามากมายขนาดไหน จากใครหลายๆคนรอบตัวคุณ

Happy Birthday to me! Happy birthday Cela! Happy birthday Aster!

ขอให้เซล่ากับอัสมีความสุขในวันเกิดของพวกเรานะค่ะ อย่าลืมหาดอกไม้กราบคุณพ่อกับคุณแม่และบอกรักเขาให้มากๆด้วยนะค่ะ

Prelude ; Merry Overture...

posted on 17 Feb 2008 22:29 by celestial-celaeno  in Sonata

Cycle of Destiny:

Prelude;Merry Overture...

บทโหมโรงเบิกม่าน

ช่วงเวลาแห่งความสุข

 

ในหนึ่งช่วงชีวิต

สำหรับบางคนยาวนาน....สำหรับบางคนแสนสั้น

ในช่วงเวลาเหล่านั้น เคยมีวันที่คุณมีความสุขหรือเปล่า?

 

...........................................................

 

ความทรงจำลึกที่สุดเท่าที่ผมจำได้คือภาพเด็กหนุ่มผู้นอนบนพื้นสีเทาในสภาพเปื้อนเลือดทั้งตัว

 

ง่ำๆๆๆๆๆๆ

"คาเซล...กินช้าๆหน่อยก็ได้ ไม่มีใครแย่งนายหรอก"เสียงผู้หวังดีเอ่ยเตือน

โรงอาหารยามเช้าค่อนข้างคึกคัก เพราะคนของวาลคิลเรถือคติ อย่าหวังข้าวมื้อหน้า มื้อนี้มีให้กินก็ต้องกินให้เต็มคราบ สมกับเป็นหน่วยที่ถูกใช้งานหนัก แต่ได้เงินเดือนน้อย  แผนกวิทยาศาสตร์เคยทำรายงานสำรวจเล่นๆว่า90เปอร์เซนต์ของพนักงานมีโอกาสอดตายมีสูงกว่าความเสี่ยงทางวิชาชีพเสียอีก

 

"ช่างเถอะครับคุณพอล หมอนี่เป็นพวกเตือนไม่จำต้องรอให้กรรมสนองก่อน"

แค้กๆๆ

ไม่ทันขาดคำเจ้าตัวก็สำลักข้าวติดคอ ด้วยสัญชาติญาณเอาชีวิตรอด จึงคว้าแก้วน้ำที่อยู่ใกล้ตัวมาดื่มอั่กๆ ไม่สนใจเจ้าของแก้วที่ทำตาเขียวใส่

"บ้าเอ๊ย...เจ้าลูเซียสทำเอาเกือบตายแน่ะ"

"ฉันไปขวางหลอดอาหารนายรึไง ทำตัวเองแล้วยังมาโทษคนอื่นอีก เอาแก้วฉันคืนมาด้วย"

เด็กหนุ่มผมดำคว้าแก้วคืนอย่างฉุนเฉียว ทั้งๆที่น้ำในแก้วก็ไม่เหลือ

"งกแม้กระทั่งแก้ว" เสียงบ่นอุบอิบดังเบาๆ

 

ภาพกิจกรรมทักทายยามเช้าเรียกความเอ็นดูในใจของชายหนุ่มที่คอยดูแลเด็กทั้งสองคน

 

พอล บรอสตัน หนุ่มโสดวัย 25 ปี ที่ชีวิตนี้ก็รู้จักแต่งาน งาน งาน ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองต้องมาดูแลเด็กที่อายุอ่อนกว่าเป็นรอบถึงสองคน ถึงเขาจะมีน้อง แต่ก็เป็นน้องสาวที่อายุไล่เลี่ยกัน และดูแลตัวเองได้ดีกว่าตัวเขาผู้เป็นพี่เสียอีก

 

เวลาผ่านมาประมาณหนึ่งอาทิตย์แล้วนับตั้งแต่วันที่เขาและคู่หูเจอเด็กหนุ่มสองคนที่นอนตัวเปื้อนเลือด ในวิหารเก่า เมื่อตรวจดูปรากฏว่าเด็กคนผมดำที่ทั้งร่างชุ่มไปด้วยเลือดอย่างน่ากลัวนั้นไม่เป็นอะไรแม้แต่นิดเดียว มีแค่รอยช้ำกับรอยข่วนเล็กน้อยเท่านั้น เลือดที่ตรวจสอบได้เป็นของเด็กผมสีน้ำตาลอีกคนที่อยุ่ด้วยกัน..ส่วนหนึ่ง...อีกส่วนเป็นเลือดของคนอื่น

 

เด็กทั้งสองคนแทบไม่มีหลักฐานอะไรติดตัวเลย มีเพียงแค่สร้อยคอ กับสร้อยข้อมือสลักชื่อไว้เท่านั้น

เลยรู้ว่าคนผมน้ำตาลชื่อคาเซล คนผมดำชื่อลูเซียส

 

เด็กลึกลับสองคนนี้ทำเอาฝ่ายข่าวสารวุ่นวายกันไปพักหนึ่งเนื่องจากไม่สามารถหาประวัติที่มาใดๆของสองคนนี้ได้เลย ทำไปทำมากลายเป็นว่าผู้บริหารเลยโยนมาให้ทางนี้จัดการกันเอง

 

เขากับคู่หูเลยต้องจำยอมมาเลี้ยงเด็ก ในเมื่อเป็นคนเจอก็ต้องรับผิดชอบ และเมื่ออยู่กองดียวกันมันก็น่าจะให้คนทั้งกองช่วยกันด้วย เลยพามาที่นี่ซะเลย

 

กองควบคุมและตรวจสอบวัสดุเวท กรมรักษาความปลอดภัย สังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มีชื่อเล่นตามชื่อตึกสำนักงานว่า วาลคิลเร และมีชื่อเล่นลับๆสำนักร่อนเร่ เนื่องจาก 80 เปอร์เซนต์ของพนักงานต้องออกภาคสนาม ไม่ว่าสายงานของตัวเองจะออกภาคสนามได้หรือไม่น่าจะได้ก็ตาม

 

วัลคิลเรมีประวัติความเป็นมายาวนาน เป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆที่ตั้งขึ้นมาเป็นกองพันรักษาความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักร ภายใต้ความดูแลของฝ่ายทหาร เพราะในอดีตตนที่ทำหน้าที่นี้มีน้อย ทหารในสังกัดจึงต้องทำแทบทุกอย่างทั้งออกไปรบ เป็นสายลับ พยาบาล กรรมกรจำเป็นยามแรงงานขาดแคลน รวมถึงงานบ้านงานเมือง แต่ต่อมาบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป ได้มีการจัดระบบที่เป็นหมวดหมู่มากขึ้น แยกเป็นกระทรวงต่างๆ หลังจากถูกโยกไปย้ายมาสักพัก กองพันที่5 วาลคิลเร จึงลงเอยที่หน่วยที่5 กรมรักษาความปลอดภัย สังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรในปัจจุบัน  มีหน้าที่ ตรวจสอบวัสดุเวท เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ  วัตถุไม่ทราบที่มา และยืนยันความปลอดภัยสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลงานของหน่วยวิจัยของวาลคิลเร

 

พอลและคู่หูอยู่หน่วยค้นหาภาคสนาม งานของเขาคือการสำรวจโบราณสถานต่างๆ เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยเบื้องต้น ก่อนส่งงานให้หน่วยวิจัยเอาไปทำต่อ พวกเขาได้รับอนุญาตจากสภากลางในการผ่านเข้าออกได้ทุกอาณาจักร

 

พวกเขาพบลูเซียสและคาเซล ในวิหารเก่าแห่งหนึ่งของสหพันรัฐไซดีเรียล ซึ่งอยู่ในทวีปเล็กๆชื่อเซลคัลลา

ไม่รู้ว่าเจออะไรมาบ้างแต่ยังมีอาหารช็อกหลงเหลืออยู่ รุนแรงพอที่จะทำให้เด็กทั้งสองสูญเสียความทรงจำ ตามที่หน่วยหยาบาลบอกมาก็น่าจะฟื้นความทรงจำได้ภายในหนึ่งอาทิตย์

 

แต่นี่หมดไปอาทิตย์หนึ่งแล้วก็ยังไม่มีวี่แววอะไร

 

เจ้าหนูคาเซลนอนซมอยู่สองวันก็กระโดดโลดเต้นได้ ส่วนลูเซียสถึงจะเหมือนทะเลาะกันบ่อยๆ แต่ก็คอยดูแลเพื่อน

 

สองคนนี้รู้จักกันหรือเปล่า ไม่มีใครรู้ แต่เท่าที่สังเกตุมาทั้งอาทิตย์ พอลคิดว่าสองคนนี้รู้จักกันและกันดีพอสมควร เลยมั่นใจว่าพวกเขาต้องเป็นเพื่อนกันแน่ๆ  เขาอาจเดาผิดก็ได้ แต่ในอนาคตเขาก็เชื่อว่ามันจะเป็นเช่นนั้น

 

"อิ่มแล้วครับ" เสียงของลูเซียสดึงชายหนุ่มออกจากภวังค์ความคิด เด็กหนุ่มทานเข้าวเรียบร้อย ดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วโดยไม่ต้องมีใครสั่งใครสอน ผิดกับอีกคนที่กินมูมมามยังกับเด็กเล็กๆ

 

"อายอี่อินเอ็วอะอัดเอย"

 

"เวลากินอย่าพูดสิ เดี๋ยวก็ติดคออีกหรอก"เด็กหนุ่มผมดำดุ ปากพูดแต่มือก็กำลังรินน้ำให้เผื่อเจ้าคนมูมมามจะสำลักข้าวกระทันหันอีก

 

"ลูเซียสเนี่ย...ดูแลคาเซลดีจังนะ"

อดัม เรย์ไลน์ รองหัวหน้าหน่วยพยาบาลทักได้ตรงใจพอลมาก แต่คงไม่ตรงใจเด็กหนุ่มเท่าไหร่ เพราะเขาโวยทันทีที่จบประโยค

 

"ใครดูแลเจ้านี่กันครับ ผมไม่ได้..."

"จ้าๆ รู้แล้วๆ ......ไงเจ้าหนูคาเซล กินซะเยอะ รับรู้รสชาติบ้างรึเปล่าเนี่ย?"อดัมตัดบท เปลี่ยนเรื่องหันมาถามเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลแทน

 

" อร่อยมาเลยฮะ อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลย"

 

"ขนาดความจำเสื่อมยังอุตส่าห์รู้อีกแน่ะ แต่ถ้าชอบขนาดนั้นฉันก็ดีใจ"

 

ยังไม่ทันจะถามว่าดีใจเรื่องอะไร พอลก็ชิงตอบแทน

"พวกนายไม่รู้สินะว่าหน่วยพยาบาลเป็นคนดูแลเรื่องอาหารนะ วันนี้เป็นเวรของอดัม"

 

"เอ๋..แล้วทำไมมีเฉพาะหน่วยพยาบาลที่ทำละครับ คุณเรย์ไลน์"

 

"เรียกอดัมก็ได้ลูเซียส.....ที่ให้เฉพาะหน่วยพยาบาลทำอาหารนะเหรอ ก็เพราะคนส่วนใหญ่ทำอาหารไม่เป็น การทำให้อร่อยยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ ส่วนหน่วยพยาบาลทุกคนต้องเรียนด้านโภชนาการแล้วก็การปรุงยาอยู่แล้วเลยทำอาหารกันเป็น ทำอร่อยด้วยนะ หน่วยอื่นก็พอมีคนทำอาหารได้บ้าง บางทีก็มาช่วยในครัว แต่ที่ควรระวังที่สุดคืออย่าได้ไปขอให้คนของหน่วยวิจัยทำอาหารเป็นอันขาด"

 

"อ้าวเพราะอะไรละฮะ" คาเซลที่กินข้าวเสร็จเมื่อไหรก็ไม่รู้ถามอย่างสงสัย

 

"หน่วยวิจัยส่วนใหญ่เป็นนักประดิษฐ์"คุณลุงที่นั่งข้างๆเขยิบเข้ามากระซิบกระซาบ

 

"อาหารส่วนใหญ่เลยออกมาแปลกๆ"พี่สาวที่นั่งข้างหลังเข้ามาร่วมวงด้วย

 

"ถ้าไม่อยากเป็นหนูลองยา อยู่ให้ห่างหน่วยวิจัยเป็นดีที่สุด"พี่ชายผมเงินที่เดินมานั่งด้วยปิดท้าย

 

"หน่วยวิจัยทำไมรึ?"

เฮ้ย

เสียงใสๆที่ถามขึ้นทำเอาวงนินทาแตก

"ว่าไง..หน่วยของฉันทำไมรึ?"หญิงสาวในชุดสูทกระโปรงสั้นเหนือเข่าคลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีขาวยาวเกือบถึงข้อเท้า ดวงตาสีเทาหลังเลนส์แว่น ปรายตามองอย่างจับผิด

 

"เปล๊า...ไม่มีอาร๊ายย"

 

"แค่เล่าเรื่องหน่วยของที่นี่ให้เด็กๆฟัง"

 

"หน่วยวิจัยมีแต่คนหน้าตาดี"

 

"ทำแต่สิ่งดีๆมีประโยชน์ให้กองของเรา"

 

ขบวนการร่วมด้วยช่วยกันนินทาเปลี่ยนเป็นร่วมด้วยช่วยกันแหล คาเซลเห็นแต่ละคนลุกลี้ลุกลนกันสุดๆ ผู้หญิงคนนี้กับหน่วยวิจัยน่ากลัวตรงไหนกันนะ เพราะแม้แต่คุณอดัมกับคุณพอลยังแอบหน้าซีดถึงจะยังยิ้มเหมือนไม่มีอะไรก็เถอะ

 

 

พรุ่งนี้สอบแล้วโว้ยยยยยย~

posted on 16 Feb 2008 12:31 by celestial-celaeno

พรุ่งนี้คือวันชี้ชะตา ว่า.....เราจะอยู่หรือจะไป!

กับวิชาในตำนานที่พารุ่นพี่ ดร็อบกันเกือบทั้งสาขามาแล้ว!

 

แล้วโง่ๆอย่างชั้นจะสอบได้ม้ายยย.....

 

แต่ถึงอย่างนั้นพี่รหัสเราก็สอบผ่านทั้งสอบคน....ถ้าไม่ผ่านคงเป็นประวัติด่างพร้อยแก่สายรหัส

 

ดูจากจำนวนพี่ที่มาเรียนด้วย ทำให้เดา(ที่จริงไม่ต้องเดาก็ได้)ว่าข้อสอบคงยากมากมาย เพราะแค่เรียนก็กระอักแล้ว นี่แค่เริ่มต้นเองนะ แล้วปีหน้ามันคงเพิ่มระดับความยากยิ่งขึ้น

 ก็ไม่มีอะไรมากหรอกแค่จะบ่นคลายเครียด ตอนนี้แทบจะกระอักมาเป็นพันธะเคมีอยู่แล้ว แต่เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยในชีวิตนักศึกษา เราก็ยังคงต้องอ่านต่อไป

 

สู้! สู้! (โว้ยยยยยยยยยย~)

 

 

............................

 

ปล. Happy Valentine ย้อนหลังนะ

เค้กช็อกโกแลตน่ากินมากมาย แต่ไม่มีกะตังซื้อ ไม่มีคนให้ด้วย คนโสดก็งี้แหละ อิสระเสรี สาบายจายยยย~ 

 กลับถึงบ้านเลยตัดกุหลาบซะหมดสวนเอามาจัดแจกันประดับบ้านซะเลย จัดเสร็จก็จามไปหลายที กลิ่นกุหลาบมันฉุนจริงๆ ยิ่งอยู่รวมกันเยอะๆแล้วด้วย(แล้วจะทำไปทำไมละเนี่ย?) 

นอกจากนี้ก็ส่งข้อความไปแกล้งเพื่อน สนุกดี แล้วก็อ่านหนังสือต่อ ใกล้สอบแล้วแต่อ่านไม่ถึงไหนเลย พอดีหยุดไม่มีเรียน ไม่เจอเพื่อน ส่งข้อความมันไม่ค่อยสนุกเลยแกล้งหมาแทน (ความสนุกของคนไม่มีอะไรจะทำ )

เอาเป็นว่าช่วงนี้ก็ยังไม่เสถียร ขึ้นๆลงๆระหว่างชั้น Stationary State กับ Ground state ปลดปล่อยพลังงานออกเป็นความบ้าๆบอๆอยู่เป็นระยะๆ

 

ปลล. โอมเพี้ยง...หน้านี้ขอให้อย่ามีใครมาเปิดอ่านเลยนะ แบบว่า...อย่างคลายเครียดเลยพิมพ์ไปแบบไม่ได้กรอง ใครบังเอิญเปิดมาเจออย่าเพิ่งคิดว่าเราบ้าตลอดเวลา เราแค่บ้าเป็นระยะๆ แบบนานๆทีตามแรงกระตุ้น

 

 

 ปลลลล.สอบเสร็จเค้าจานอนนนนนน~ นอนมันทั้งวันเลย ชดเชย 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา

 

 

Cyclic of Destiny: Let's begin to the end

The World Now.......บทนำ

ถนนสายเอยี่สิบเอ็ดยามค่ำเต็มไปด้วยความวังเวง

 

ป้ายบอกทองเก่าเปราะเปื้อนจนแทบมองไม่เห็นตัวอักษร ตามกำแพงถูกเขียนเละเทะ และบนพื้นเต็มไปด้วยขยะอุตสาหกรรม ขยะเปีก ขยะแห้ง ทุกๆอย่างซึ่งผู้คนทอดทิ้ง อยู่เดียวดายที่"ข้างล่าง"นี่ อยุ่ท่ามกลางความเงียบสงัด ไร้ซึ่งสัญญาณแห่งชีวิต ผิดกับ"ข้างบน"

 

เหนือขึ้นไป ณ ที่ที่แสงสว่างส่องถึง นวัตกรรมใหม่แห่งศตวรรษ สิ่งที่เรียกว่า Linking Tube พาดผ่านตามอาคาร"เบื้องบน"ต่างๆ สีดำทึมๆที่เห็นเมื่อมองจากด้านล่าง เหมือเส้นขอบเขตที่ลากผ่านเผื่อแบ่งแยกระหว่างท้องฟ้ากับพื้นดิน

 

นานนับทศวรรษ โลกเก่าถูกแทนที่ด้วยโลกใหม่อันเจิดจรัส ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าถึงที่สุด คำว่าขีดจำกัดได้ถูกลืมเลืนหายไป ผู้คนอายุยืนขึ้นด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า โรคภัยไข้เจ็บแทบจะหายไปโดยสิ้นเชิง การจัดระเบียบสังคมแนวใหม่ที่จัดให้ทุกอย่างเป็นดั่งโลกในอุดมคติ

 

ทั้งหมดนี่มาจาก Elixir หรือที่เรียกกันว่า Paradise System โปรแกรมที่ถูกคิดค้นโดยมหาปราชญ์แห่งยุค ซึ่งในโปรแกรมนั้นมีทั้งระบบการจัดการด้านอุปโภคบริโภค สาธารณสุข สันธนาการ การคมนาคม การวางผังเมือง โปรแกรมในฝันซึ่งรวมโลกใบนี้เอาไว้ด้วยกัน

 

นั่นคือสิ่งที่ประชาชนคนทั่วไปคิด การมีความสุขกับสิ่งที่ถูกปรนเปรอโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

 

แต่นั่นอาจดีกว่าการรู้ความจริงที่ทำให้โลกที่ราวภาพฝันนั้นพังทลายลง

 

ทุกอย่างย่อมมีจุดเริ่มต้น ก่อนปัจจุบันย่อมมีอดีต ก่อนยุคสมัยแห่งสรวงสวรรค์....มีเรื่องราวที่ผู้คนต่างลืมเลือน

 

เรื่องนี้...คงมีแต่นักวิชาการรุ่นเก่าๆ หรือไม่ก็นักวิชาการหนุ่มๆที่บ้าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์โลกยุคก่อนหน้าเท่านั้นที่ยังพอจำได้

 

ก่อนหน้านี้ นานแสนนาน นับจากโลกนี้ถือกำเนิดจากไร้ซึ่งสรรพสิ่ง แล้วค่อยให้เวลาสร้างสรรค์ผลงานของมัน หนึ่งในนั้นมีสิ่งมหัสจรรย์ที่สุดกำเนิดขึ้นมา ...นั่นคือชีวิต

 

เริ่มแรกเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตรูปร่างง่าย เป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ(เซลล์)เป็นอาณาเขตแบ่งแยกตัวเองกับสิ่งอื่น มีขึ้นมาแล้วก็หายไปแล้วก็มีขึ้นมาใหม่อีก วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า สัญชาติญาณในการเอาชีวิตรอด เริ่มมีการ กินอาหาร เปลียนสิ่งที่กินเข้าไปเป็นพลังงานในการดำรงชีวิต  มีผู้ล่าและผู้ถูกล่า ใครแข็งแรงกว่าจะกลายเป้นผู้มีชีวิตรอด ท่ามกลางวัฎจักรห่วงโซ่อาหารและสภาแวดล้อมที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ พลักดันให้เกิดการปรับสภาพ ดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้มีชิวิตอยู่

 

วิวัฒนาการเป็นไปอย่างเชื่องช้า หากแต่เป็นไปเรื่อยๆไม่หยุดยั้ง จากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวเพิ่มเป็นหลายเซลล์ พัฒนาจนมีอวัยวะที่ซับซ้อน เกิดการแลกเปลี่ยนโครงสร้างของสารจนเกิดเป็นสารอินทรีย์และอนินทรีย์หลากชนิด แปรเปลี่ยนสภาพไปมา จนภาวะแวดล้อมคงที่ โลกเริ่มเหมาะกับการมีชีวิตอยู่มากขึ้น และก็มีชีวิตกกำเนิดขึ้นและอาศัยอยู่บนโลกนี้มากมาย หลังจากนั้นอีกยาวนาน มนุษย์ได้กำเนิดขึ้น สิ่งมีชีวิตที่มีจิตใจ มีความคิด และแบ่งแยกตนจากสิ่งมีชีวิตพวกอื่นๆ ราวกับพวกเขาได้รับพรจากพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พวกเขาพัฒนาตนอย่างรวดเร็ว สร้างความสัมพันธ์ในหมู่พวกตน เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สร้างระบบสังคมของเผ่าพันธ์ตนเอง พวกเขาได้สรรค์สร้าง คิดค้นและ ประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ เริ่มแรกเป้นสิ่งเพื่อการดำรงชีวิต ต่อมาก็มีสิ่งเพื่อความบันเทิงใจ เครื่องประดับ เสื้อผ้าสวยงาม ผลงานศิลปะอันวิจิตร หนึ่งในนั้นคือ ตัวอักษร ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นประวิติศาสตร์ของมนุษย์อย่างแท้จริง

 

แม้แผ่นดินเริ่มแรกจะเป็นผืนเดียวกัน แต่เวลาทำให้มันแยกจากกัน เคลื่อนย้าย และเข้ามาหากันใหม่อีก สิ่งมีชีวิตถูกแยกไปตามชิ้นส่วนต่างๆของแผ่นดิน ปรับตัวตามสภาพแวดล้อมที่เปล่ายนไป และสร้างเอกลักษณ์ของตนเองขึ้น เผ่าพันธ์มนุษญ์ถูกแยกย่อยเป็นหลายเชื้อสาย บางพวกมีสีตาและสีผมดำสนิทราวกับถ่าน บางพวกตาและผมสีน้ำตาลของผืนดิน  บางพวกมีดวงตาสีเขียวของใบไม้ หรือสีฟ้าใสของท้องฟ้า มีเส้นผมสีเหลืองสว่างเหมือนสีของแสงอาทิตย์ ผิวพรรณก็ต่างกันไปด้วย

 

ประวัติศาสตร์ดำเนินมาเรื่อยๆ ...เรื่อยๆ จนมาถึงสมัยหนึ่งที่การคิดค้นและค้นพบก้าวหน้าจนถึงระดับนาโนเทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์ซึ่งเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของสิ่งประดิษฐ์ในปัจจุบันก็ถือกำเนิด ในขณะที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า แต่ก็มีบางอย่างเสื่อมถอยลง โรคที่ก่อนหน้านั้นเป็นเพียงโรคธรรมดาที่ไม่ร้ายแรงกลับเปลียนแปลงโครงสร้างที่มีความร้ายแรง ยิ่งขึ้น ธรรมชาติถุกแปดเปื้อนจนไม่บริสุทธิ์ เกิดการขาดแคลนทรัพยากร เกิดสงครามที่มองไม่เห็นที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่เป็นไปอย่างช้าๆแต่แน่นอน เหมือนปลวกที่กัดกินในเนื้อไม้ทีละนิด แม้เปลือกนอกที่หุ้มอยู่อาจดูดี แต่ข้างในกลับว่างเปล่า เพียงโดนลมพัดก็อาจแตกสลายได้ทุกเมื่อ เข้าสู่ยุคแห่งความวุ่นวาย (Chaos Age) ในยุคนี้ไม่มีเรื่องราวบันทึกหลงเหลืออยู่มากนัก ทุกอย่างราวกับหมอกควัน  สิ่งที่เกิดในเวลานั้นเหมือนความมืดที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ชัดเจน

 

แต่แล้วก็เหมือนแสงสว่างตัดผ่านความมีได้มีคนจำนวนหนึ่ง ที่ไม่รู้ประวัติแน่นอน พวกเขาเดินทางไปทั่วโลกพร้อมแนวคิดที่ไม่เหมือนใคร พวกเขารวบรวมคนตั้งเมืองๆหนึ่งขึ้น  สร้างความหวังที่เลือนหายไปจากผู้คนขึ้นมาใหม่ ขยายความคิดเป้นวงกว้างเชื่อมต่อโลกที่แตกสลายกระจัดกระจายมารวมกัน ต่อมาเด็กชายคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น ผุ้ซึ่งรับเอาแนวคิด และความหวังนั้นไว้ และทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างกลายเป็น Drop of Elixir หรือที่ผู้คนเรียกว่า Paradise System ในปัจจุบัน

 

แต่ว่า....ม่านหมอกได้จางหายไปหมดแล้วแน่หรือ? โลกที่ถูกทำให้แตกสลายกระจัดกระจายกันไปจะสามารถรวบรวมกลับคืนมาเป็นโลกใบเดียวกันได้จริงหรือ?

 

ภายใต้แสงสว่างย่อมมีเงาอยู่เสมอ แล้วเงาของโลกที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบราวกับสรวงสรรค์นี้มีเงาแบบใดแอบซ่อนอยู่?

พวกเขา....จะทำให้คุณได้เห็น!

 

.......