Winter Sorrow

posted on 10 Feb 2008 18:12 by celestial-celaeno  in Sidereal

...........................................................................  

"ไอรายา" เสียงทุ้มห้าวดังก้องกังวานทั่วโถงทางเดินหินอ่อน รูปปั้นเทพธิดาซึ่งเรียงรายวิจิตรตระการตอบคำถามเขาด้วย การจ้องมองชายหนุ่มที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งในทางเดินอันมีเพียงคบไฟสลัวส่องทางด้วยสายตาอันว่างเปล่า(เย็นชา)   "ไอรายา" เสียงของเขาดังก้องอีกครั้ง คราวนี้เจือไปด้วยความหงุดหงิดที่เพิ่มมากขึ้น  เขาหันมองไปรอบราวกับจะหาใครสักคนที่กำลังล่องหาอยู่หลังกำแพง แล้วก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อ รูปปั้นเทพธิดาที่เคยอยู่นิ่งๆหันขวับมามองชายหนุ่มผู้เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงสิ่งเดียวในทางเดินอันมีเพียงคบไฟสลัวส่องทาง   "เจ้าน่าจะชินกับกลไกของที่นี่ได้แล้วนะ เคน" ชายหนุ่มเรียกสติตังให้เข้าที่ แล้วโต้ตอบกับรูปปั้น หรืออันที่จริงอะไรบางอย่างที่ทำงานเหมือนเครื่องกระจายเสียง ตามความเข้าใจของเขาละนะ ซึ่งทำเป็นรูปปั้นเทพธิดา ด้วยเสียงที่พยายามสุดขีดที่จะไม่สั่น "ให้อยู่ทั้งชาติก็ไม่มีทางชินได้หรอก"   แปลกที่เสียงนั้น ซึ่งเข้ารู้จักเป็นอย่างดีว่ามีนิสัยชอบกวนประสาทคนมากแค่ไหน ยอมรับอย่างง่ายๆ "ก็จริงนะขนาดคนที่อยู่ที่นี่มานานยังหลงหายไปเป็นเดือนจนเกือบเป็นผีเฝ้าปราสาทอยู่แล้ว"   "ใครล่ะ พนันได้เลยว่าไม่ใช่ท่าน" "แน่ละ ก็ข้าเป็นวางแผนผังที่นี่กับมือนี่! อยากรู้ไหมว่าใคร?" "ไม่อยาก สิ่งเดียวในตอนนี้ที่ข้าอยากรู้มีแค่ ไอรายาอยู่ที่ไหน" พนันได้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังทำหน้าผิดหวังที่เขาไม่สนใจ ไอ้เรื่องได้ผสมโรงล้อเลียนคนผู้โชคร้าย(ที่ไม่ใช่ตัวเอง)นั่นจะน่าสนุกก็เถอะ แต่ตอนนี้เขามีเรื่องอื่นสำคัญกว่า   "วันนี้มีอะไรกินน้า" เสียงนั้นแกล้งเฉไฉ พนันได้เลยว่าเพื่อแกล้งกวนประสาทเขาอีกแน่ "จะไปรู้ได้ไง แล้วไอ..." "ข้าอยากกินเสต็กเนื้อลูกแกะจังเลยนะ" "รา...." "ไม่รู้ว่ามีไวน์ดีๆเหลืออยู่รึเปล่า?" "ยา...." "แต่เบียร์ก็ไม่เลยนะ"   "เอซาเร!" "เจ้าว่าอย่างไหนดีกว่ากันละ?"   อยากจะเป็นบ้า!!!!   เคน พยายามนับนับตั้งแต่หนึ่งถึงอินฟินิตีในใจ   ของที่เขาจะชอบเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้นที่ไม่ใช่เอซาเร !   แต่เมื่อใจเย็นลงและฉลาดพอที่จะทำหูทวนลมกับเสียงที่ยังจ้อไม่หยุดนั้น กลับพบอะไรที่น่าประหลาด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาตามหาไอรายา เธอเป็นอาจารย์ของเขา และเขาก้เป็นศิษย์เพียงคนเดียวของเธอ คนทั้งปราสาทชินตากับภาพผู้ฝึกหัดหนุ่มวิ่งโร่ตามหาอาจารย์ผู้ซึ่งชอบแว่บหายไปบ่อยๆ ทุกคนมักจะบอกคำตอบแก่เขาไปเว้นแม้แต่คนบ้าๆอย่างเอซาเร แต่ครั้งนี้ดูเหมือน'เธอ'กำลังหลีกเลี่ยงการตอบเขา   กำลังพยายามทำอย่างสุดความสามารถเสียด้วยถึงแม้จะดูกวนๆ ชวนให้กระทืบปากก็เถอะ   "เอซาเร" เคนเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบกว่าเคย เสียงที่คนรู้จักเขารู้ว่าเป็นการเตือนว่าไม่มีอารมณ์มาเล่นสนุกด้วย  เสียงของเอซาเรเงียบไปชั่วครู่ แต่เคนแน่ใจว่าเขาได้ยินเสียงสบถเบาๆด้วย  เขารอ......แล้วก็เป็นอีกฝ่ายที่ยอมแพ้   "วันนี้หิมะตก " เขาทำหน้าพิลึกอย่างที่ถ้าอีกฝ่ายมาเห็นคงหัวเราะดังลั่นทั่วปราสาทพร้อมโพนทะนาไปสามวันเจ็ดวัน แต่เขาไม่ต้องงอยู่นานว่าหิมะมันมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย "ไอรายา...มี.........อะไรที่ไม่ค่อยน่าจดจำนักเกี่ยวกับหิมะ...ยิ่งเป็นหิมะแรกของฤดูอย่างวันนี้ด้วย..........ที่จริงจะว่าไม่น่าจดจำก็ไม่ใช่ มันเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเสียมากกว่า และเพราะลืมไม่ได้มันถึงได้........................" เงียบกันไปอึดใจ ฝ่ายเอซาเรคงเงียบเพื่อระลึกความหลัง แต่กรณีของเคน มันเพราะเขากำลังเกินอาการงงบวกตะลึงมากกว่าว่าคนอย่างเอซาเรจะพูดอึกอักใช้คำขาดๆหายๆ ราวกับไม่แน่ใจว่าควรอธิบายยังไงอย่างนี้ หรือไม่ก็เพราะเสียงที่เธอพูดออกมานั้นเจือความเศร้าไว้อย่างที่เขาไม่เคยได้รุ้มาก่อนอย่างนี้ "เอาเป็นว่าข้าจะไม่ไปกวนไอรายาช่วงนี้แล้วกัน" เขาสรุป เขาเนี่ยแหละที่พูดขึ้นมาก่อนเพราะทนกับความเงียบไม่ไหว เอซาเรที่ปิดปากเงียบแบบนี้เขาไม่เคยพบเคยเห็นแล้วก็ไม่อยากทั้งพบทั้งเห็นหรือฟังด้วย เพราะสื่อสารกันโดยไม่เห้นหน้าของแต่ละฝ่าย ชายหนุ่มจึงไม่รู้ว่าคู่สนธนานั้มีสีหน้าอย่างไรในตอนนี้ อาจจะโล่งใจที่เขาไม่ถามจุ้นจ้านเรื่องของไอรายา อาจารย์ของเขาและเพื่อนของเธอ  "เอาเป็นว่าวันนี้ถ้าเจ้ามีปัญหาอะไรก็ถามข้าแล้วกัน อ้อ! เรื่องเรียนช่วงบ่ายด้วยข้าจะเป็นคนสอนเองเตรียมตัวไว้ให้ดีละ" "นั่นมันนรกชัดๆ!!! ชายหนุ่มร้องประท้วง สอนเรอะ! แกล้งเขาต่างหากที่ถูกต้องกว่า   ชายหนุ่มเดินลงส้นเท้าเสียงดังอย่างอารมณ์เสีย ตอนนี้ขอไปที่ไหนก็ได้ให้ห่างๆเสียงนี่ เพราะอีกไม่กั่วโมงเขาต้องพบเจอกับเจ้าของเสียงนี้แถมต้องอยู่ด้วยกันตั้งครึ่งวัน เชื่อสิว่าต้องเป็นครึ่งวันที่เหมือนฝันร้ายแน่ๆ   "ขอบใจ" เสียงนั้นทอดหวานแผ่วเบา พัดพาเอาอารมณ์แย่ๆเมื่อกี้ให้หายไปราวกับสายลมพัดม่านหมากให้จางหาย ชายหนุ่มเดินจากไป แต่ครั้งนี้....ใบหน้าของเขาเจือด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

..............................................................................................................................

Writer Just Talk
ขอสารภาพอย่างหนึ่งว่านี่เป็เรื่องเราเขียนสดๆโดยไม่ได้คิดโครงเรื่องไว้เลย  ตอนแรกๆก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเศร้าเนอะ ที่จริงตอนนั้นเราคงมีโครงเรื่องในใจอยู่ แต่ปัญหาในตอนนี้คือเราลืมมันไปหมดแล้ว! -_-!  ทำไงดีละทีนี้ เอาเป้นว่าถ้าเนื้อเรื่องหลังจากนี้มันรั่วๆไปซักหน่อยก็อย่าถือสาหาความกันเลยนะจ๊ะ  ^_^
..............................................................................................................................

เอซาเรถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อชายหนุ่มร่างสูง  อย่างน้อยก็สูงกว่าเธอแน่ๆซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเจ็บใจเอามากๆ เดินลับไปจาขอบเขตการมองเห็น ตอนนี้ศรีษะของรูปปั้นเทพธิดาคงกลับคืนรูปตามเดิมแล้ว  สีหน้าของเคนตอนเห็นหัวรูปปันขยับได้ดูตลกดี แล้วเธอก็ชอบเขาแบบตลกๆนั้นมากกว่าตอนที่เขาใช้เสียงราบเรียบและท่าทีสงบนิ่งแบบนั้น มันทำให้เธอคาดเดาเขาไม่ได้หมือนเคย 

เคนไม่เคยรู้ว่าตัวเขาในแบบนั้นเป็นประเภทที่เธอแพ้ทางมากที่สุด และแน่นอนว่าเอซาเรไม่มีทางบอกเขาเรื่องนี้นอกเสียจากว่าเธออยากจะหัวปั่นเพราะถูกเขาเอาคืน

 

เอซาเรเบือนหน้าไปยังหน้าต่าง มีเรียวขาวซีดดังหิมะที่ตกอยู่ข้างนอกทาบบนผิวกระจกเย็นๆ

ดวงตาสีฟ้าเหม่อมองไปไกล  แม้จะมองไม่เห็นแต่เธอก็มั่นใจว่าข้างนอกปราสาท  ท่ามกลางหิมะที่โหรยปรายลงมามีร่างของหญิงสาว งามระหง  และเต็มไปด้วยความสง่าของนางพญา ยืนอย่างอ้างว้าง

 

5ปีแล้วนะไอรายา เธอก็ยังจมอยู่ในหิมะสีเทาที่ทับถถมอยู่ในความทรงจำอยู่อย่างนั้นหรือ?

.............................................................................................................................................................
 
ประมาณ 6 ปีก่อนหน้านี้

ฉัวะ

เสียงดาบฟาดฟันเลือดเนื้อมนุษย์ด้วยกันดังขึ้นเบาๆแหวกความเงียบงันยามราตรี  ไร้ซึ่งเสียงดิ้นรนร้องขอชีวิต การสังหารเต็มไปด้วยความเรียบง่าย สงบ และเยือกเย็น เหมือนดวงตาสีฟ้าซีดของมือสังหารที่มองเหยื่อ

ไร้ซึ่งความรู้สึกหรือร่องรอยของอารมณ์ใดๆสะท้อนในแววตาคู่นั้น

 

จตุรเทพาทั้งสี่  เป็นตัวแทนธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ  ขึ้นตรงกับกีอาซึ่งเปรียบดังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่  ผู้ที่เป็นทั้งมารดาและผู้ที่คอยปกปักษ์โลกใบนี้

นั่นคือสิ่งที่ตำนานเล่าขาน  แล้วในความเป็นจริงเล่า?  ความจริงนั้นเป็นเช่นไร

ความเป็นจริงข้อแรก  เทพาแห่งวารี ซึ่งจะเรียกว่าเทพาก็ไม่ถูก พราะเธอสมควรถูกเรียกว่าเทพีมากกว่า  ดวงตาสีฟ้าซีดอมเทา  เส้นผมสีน้ำเงินเข้ม สีของน้ำทะเลลึก  ปลิวสยายตัดกับดวงจันทร์กลมโตบนท้องนภา  ของเหลวสีแดงสดยังเปื้อนใบดาบ แต่กลับไปหยดลงสู่พื้นดิน ราวกับว่าดาบนั้นกำลังดูดซับเลือดนั้นเอาไว้ เลือดจากการปฏิบัติงานที่เพิ่งผ่านไปอย่างสดๆร้อนๆ

นี่เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ผู้ที่ได้ตำแหน่งเทพาแห่งวารีมีหน้าที่รับจ้างฆ่าเป็นวิชาชีพ  ถึงจะไม่ค่อยมีใครรู้จักต่ำแหน่งแรกนัก เพราะถ้าชาวประชารู้เรื่องกันทั่วว่าเทวาแห่งน้ำผู้อ่อนโยนเป็นนักฆ่าคงจะเลิกเชื่อตำนาน ไม่ก็คนที่เขียนบันทึกตำนานนั่นอย่างถาวรแน่ๆ หรือไม่ก็คงมีการประชาทัณฑ์หมู่ข้อหาเผยแพร่เรื่องเท็จจนกลายเป็นความเชื่อฝั่งหัวทุกชนชาติบนโลกใบนี้

ยังมีเทวาอีก 4 ที่มีความจริงอีกมากมายที่ยังเป็นความลับ แต่นั่นยังเป็นอีกเนื้อเรื่องหนึ่งที่ยังห่างไกลจากเรื่องราวนี้

 

เอซาเร แห่งวารี เทพีผู้เป็นเจ้าของสายธารทั้งปวงและมหาสมุทรเอเซียสอันกว้างใหญ่ เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปและผู้ที่หลบเร้นในโลกมืดว่า เรเซีย  ไอซ์  นักฆ่าผู้ซึ่งไม่เคยมีเหยื่อคนไหนรอดมือไปได้  การลงมือสังหารทุกครั้งเป็นไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ  ดวงตาสีฟ้าซีดที่ผู้ไดสบตาเข้าก็ราวกับถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ

 

เรเซียมองผลงานในคราวนี้ด้วยดวงตาเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์  เหยื่อคราวนี้เป็นชายร่างอ้วน  ผมเกือบล้านทั้งศรีษะ  แต่ที่เธอสนใจไม่ใช่รูปร่างลักษณะ  เธอเดินไปใกล้ร่างนั้น ตรวจดูชีพจรอย่างใจเย็น ถึงจะมั่นใจในฝีมือ แต่ก็ต้องตรวจสอบเพื่อความแน่นอน  นี่แหละเทพีแห่งวารีผู้รอบคอบเสมอต้นเสมอปปลาย

เมื่อตรวจจนพอใจ  หล่อนก้ดินจากไปแล้วชายคนนี้ก็จะเลือนหายไปในความทรงจำ เหยื่อที่ถูกจัดการไปแล้วไม่มีคุณค่าอะไรรต่อการจดจำให้เปลืองสมอง

 

ร่างระหงเดินห่างออกไป จนความมืดยามราตรีครอบคลุมร่างทั้งหมดปล่อยให้จันทราเฝ้ามองทุกสิ่งอย่างเดียวดาย

แอ้ด

ประตูไม้ส่งเสียงดังรำคาญหูทุกครั้งที่เธอเปิดมัน  ห้องพักเล็กๆแถบชานเมืองไม่ได้ดีเด่อะไรนัก  มีเพียงเตียงนอนขนาดนอนสองคนทำจากไม้ผุๆ ปูด้วยผ้าฝ้ายขาวสะอาด ในห้องน้ำมีถังอาบรองรับน้ำที่ต่อเข้ามาด้วยท่อไม้ไผ่ มุมเล็กด้านหนึ่งของห้องมีฉากกันกับกระจกบานไม่ใหญ่มากนักสำหรับแป็นที่แต่งตัว มีเก้าอี้และโต๊ะวางเล็กๆที่ระเบียงด้านนอก  อาณาบริเวณออกจะกว้างไปสักหน่อยสำหรับผู้หญิงตัวเล็กคนเดียว แต่เรเซียก้ไม่ได้เรื่องมากอยู่แล้ว ขอแค่มีที่นอนที่อาบน้ำ และที่สำคัญ สงบเงียบไร้ผู้คนผลุกผล่านและเสียงอึกทึกเธอก็อยู่ได้ทั้งนั้น

 

"กลับมาแล้วหรือไอรายา"

เสียงหนึ่งดังแทรกความเงียบ  แต่เธอทำเพียงชำเลืองมองต้นเสียงเล็กน้อยแล้วเปลื้องอาภรณ์จากร่าง โดยไม่ใส่ใจผิดวิสัยนักฆ่าที่ควรระแวดระวังทุกฝีก้าว  เรเซียได้ยินเสียงผู้บุกรุกถอนหายใจพรืด

"นี่ถ้าเป็นผู้ชายบุกรุกเข้ามามีหวังไอรายาไปเป็นเจ้าสาวให้ใครที่ไหนไม่ได้แน่" ทั่วห้องสว่างพรึ่บด้วยดวงไฟเวท ที่ค่อยๆลอยไปติดตะเกียงตามมุมต่างๆของห้อง  เกิดเป็นแสงที่ไม่เจิดจ้าเท่าตอนแรก แต่ก็เป็นแสงอ่อนนวลตา 

เผยร่างงามไร้อาภรณ์ใดปิดบัง ผิวขาวเนียนสวย สีเสมอกันทั่วทั้งร่าง  ส่วนเว้าส่วนโค้งนุ่มนวล และแต่งตึงตามวัยสาว ที่เป็นนิรันดร์  ใบหน้าล้อมกรอบด้วยเส้นผมเส้นเล็กนุ่มดังเส้นไหมสีน้ำเงินเข้มยาวสยายทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วง เส้นผมบางปอยคลอเคลียบนไหล่ลาดมนและบดบังทรวงอก เอาไว้  ขนตายาวงอนกระพริบถี่ปรับสายตาตามแสงที่เกิดขึ้นกระทันหัน ดวงตาสีฟ้าซีดมีริ้วรอยของอารมณ์บางๆ  อารมณ์ที่เรียกว่าความคิดถึง ความรู้สึกที่เรียกว่าความผูกพันธ์ แต่ทั้งหมดที่เทพีแห่งวารี  นักฑาแห่งฟารีเซียทำแค่พูดออกไปว่า

"มาทำไม เอซาเร"

บนเตียงนอนปูด้วยผ้าฝ้ายสีขาวมีกลุ่มไหมสีน้ำตาลหยักเป็นลอนคลื่นกระจายไปทั่ว  ผ้าเนื้อเบาสีครีมบดบังเรือนร่างที่งดงามไม่แพ้เจ้าของห้อง ผิวของเธอผู้นั้นคล้ำกว่า ดวงตาสีเขียวพฤกษาเป็นประกายสดใส หากไอรายาเป็นฤดูเหมันต์ คนๆนี้ก็เป็นดังฤดูใบไม้ผลิที่ร่าเริง ใบหน้าที่มีเค้าโครงคล้ายกันตวัดค้อนอย่างเง้างอน

"ไม่ได้เจอกันตั้งนานถามแค่มาทำไมเนี่ยนะ ช่วยแสดงอาการดีใจกว่านี้หน่อยสิ คนเขาอุตส่าห์คิดถึง"

"...."เจ้าหญิงเหมันต์ยังเงียบ แต่สีหน้ายุ่งยากใจ

ร่างบนเตียงเดินเข้ามาหา  กอดร่างไร้อาภรณ์นั้นอย่างอ่อนโยน  มือเรียวสีน้ำผึ้งลูบผมสีน้ำเงินเข้มเบาๆราวกับแม่กอดรับขวัญลูก

"เวลาแบบนี้นะ แค่ยิ้ม แล้วบอกว่ายินดีต้อนรับนะ"

"ยินดี แต่ไม่ค่อยอยากต้อนรับค่ะ"
บรรยากาศ(เกือบ)ดีๆพังครืน

ดวงตาสีเขียวกรอกตามองเพดาน พึมพำเนื้อความประมาณว่าแช่งชักหักกระดูกเทวดาฟ้าดิน
ลืมไปว่าในบรรดาพี่น้องทั้งหมดไอรายาเป็นคน "ตรง" ที่สุด แม้แต่แสแสร้งแกล้งดีใจรับมุกสักหน่อยก็ทำไม่เป็น

ไอรายา หรือเรเซีย ไอซ์ ไม่สนใจ เธอเดินเข้าห้องน้ำหน้าตาเฉย

ไอ้นิสัยไม่สนใจชาวบ้านแบบนี้ด้วย ให้ตายสิ ไปได้นิสัยแบบนี้มาจากใครที่ไหนกันนะ
..............................................................................................................................................................
"
"ตกลงว่า...มาหาทำไม"
คนพูดน้อยเอ่ยถาม
แต่คนที่ควรตอบคำถามหันหน้าหนีไปกอดหมอนข้างอย่างงอนๆ
สาเหตุนะเหรอ มันก็มาจาก...........

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ไฮรายาแต่งตัวด้วยชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาว แต่เมื่อทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนกลับได้ยินเสียงดังแอ้ก 
ผ้าห่มถูกกระชากเต็มแรงของคนที่อยาจะนอนเต็มที เผยให้เห็นร่างของผู้มาเยือนนอนหลับตาพริ้ม  กางแขนขา กินที่เตียงที่แต่เดิมก็ไม่ได้กว้างสักเท่าไหร่

หญิงสาวพยายามจะแงะ คนนอนกินที่ออกไป แต่ร่างนั้นก็ยังเกาะติดหนึบกับเตียง ได้ยินเสียงกรนเบาๆอีกต่างหากทั้งๆที่น่าจะจุกที่โดนเธอล้มทับไปตอนนั้นแท้ๆ 

"......"







โครม!!!!!!





"ทำอะไรนะ ไอรายา!"
คนที่แกล้งหลับร้องโวยวายเมื่อโดนถีบลงจากเตียง

แต่คนถีบก้าวขึ้นเตียง คลี่ผ้าห่มคลุมร่างเรียบร้อยโดยไม่สนใจคนถูกถีบแม้แต่น่อย
"จะนอน"
"ไม่ให้นอน!"

"...."
"ตื่นๆๆๆๆๆ ตื่นเดี๋ยวนี้นะ ไอรายา" ไม่ว่าเปล่า มือยังเขย่าตัวคนอยากนอนจนน่ารำคาญ

จนท้ายที่สุดไอรายาก็ทนไม่ไหว ขอยอมแพ้มานั่งถ่างตาฟัง


ถ้าคนเล่าเลิกงอนแล้วยอมเล่าให้ฟังน่ะนะ


"ถ้าไม่เล่าจะนอนแล้วนะ"
"เล่าแล้วๆ"

เอซาเรยอมเลิกเล่น เมื่อหญิงสาวทำท่าจะคว้าผ้าห่มเตรียมนอน
"คือ...ที่มาเนี่ย...ก็เพราะว่า...."
"เราเพราะว่า........"

"พรุ่งนี้ไปเที่ยวกันนะ"

ไอรายาหันหลังให้คู้สนธนา  ล้มตัวลงนอน แล้วไม่ตื่นเลยจนกระทั่งเช้าไม้ว่าคนข้างๆจะส่งเสียงหนวกหูยังไงก็ตาม

.............................................................................................................................................................

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ตามมาแอดแล้วจ้าconfused smile

#1 By August on 2008-02-12 13:24

อ้าว..เฮ้ย! ไอ้ตัวดุ๊กดิ๊กนั่นมาจากไหน Cela แอบเปลี่ยนใช่ไหมเนี่ย?wink As

#2 By Sonata of Selene on 2008-02-17 22:39