Cyclic of Destiny: Let's begin to the end

The World Now.......บทนำ

ถนนสายเอยี่สิบเอ็ดยามค่ำเต็มไปด้วยความวังเวง

 

ป้ายบอกทองเก่าเปราะเปื้อนจนแทบมองไม่เห็นตัวอักษร ตามกำแพงถูกเขียนเละเทะ และบนพื้นเต็มไปด้วยขยะอุตสาหกรรม ขยะเปีก ขยะแห้ง ทุกๆอย่างซึ่งผู้คนทอดทิ้ง อยู่เดียวดายที่"ข้างล่าง"นี่ อยุ่ท่ามกลางความเงียบสงัด ไร้ซึ่งสัญญาณแห่งชีวิต ผิดกับ"ข้างบน"

 

เหนือขึ้นไป ณ ที่ที่แสงสว่างส่องถึง นวัตกรรมใหม่แห่งศตวรรษ สิ่งที่เรียกว่า Linking Tube พาดผ่านตามอาคาร"เบื้องบน"ต่างๆ สีดำทึมๆที่เห็นเมื่อมองจากด้านล่าง เหมือเส้นขอบเขตที่ลากผ่านเผื่อแบ่งแยกระหว่างท้องฟ้ากับพื้นดิน

 

นานนับทศวรรษ โลกเก่าถูกแทนที่ด้วยโลกใหม่อันเจิดจรัส ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าถึงที่สุด คำว่าขีดจำกัดได้ถูกลืมเลืนหายไป ผู้คนอายุยืนขึ้นด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า โรคภัยไข้เจ็บแทบจะหายไปโดยสิ้นเชิง การจัดระเบียบสังคมแนวใหม่ที่จัดให้ทุกอย่างเป็นดั่งโลกในอุดมคติ

 

ทั้งหมดนี่มาจาก Elixir หรือที่เรียกกันว่า Paradise System โปรแกรมที่ถูกคิดค้นโดยมหาปราชญ์แห่งยุค ซึ่งในโปรแกรมนั้นมีทั้งระบบการจัดการด้านอุปโภคบริโภค สาธารณสุข สันธนาการ การคมนาคม การวางผังเมือง โปรแกรมในฝันซึ่งรวมโลกใบนี้เอาไว้ด้วยกัน

 

นั่นคือสิ่งที่ประชาชนคนทั่วไปคิด การมีความสุขกับสิ่งที่ถูกปรนเปรอโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

 

แต่นั่นอาจดีกว่าการรู้ความจริงที่ทำให้โลกที่ราวภาพฝันนั้นพังทลายลง

 

ทุกอย่างย่อมมีจุดเริ่มต้น ก่อนปัจจุบันย่อมมีอดีต ก่อนยุคสมัยแห่งสรวงสวรรค์....มีเรื่องราวที่ผู้คนต่างลืมเลือน

 

เรื่องนี้...คงมีแต่นักวิชาการรุ่นเก่าๆ หรือไม่ก็นักวิชาการหนุ่มๆที่บ้าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์โลกยุคก่อนหน้าเท่านั้นที่ยังพอจำได้

 

ก่อนหน้านี้ นานแสนนาน นับจากโลกนี้ถือกำเนิดจากไร้ซึ่งสรรพสิ่ง แล้วค่อยให้เวลาสร้างสรรค์ผลงานของมัน หนึ่งในนั้นมีสิ่งมหัสจรรย์ที่สุดกำเนิดขึ้นมา ...นั่นคือชีวิต

 

เริ่มแรกเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตรูปร่างง่าย เป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ(เซลล์)เป็นอาณาเขตแบ่งแยกตัวเองกับสิ่งอื่น มีขึ้นมาแล้วก็หายไปแล้วก็มีขึ้นมาใหม่อีก วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า สัญชาติญาณในการเอาชีวิตรอด เริ่มมีการ กินอาหาร เปลียนสิ่งที่กินเข้าไปเป็นพลังงานในการดำรงชีวิต  มีผู้ล่าและผู้ถูกล่า ใครแข็งแรงกว่าจะกลายเป้นผู้มีชีวิตรอด ท่ามกลางวัฎจักรห่วงโซ่อาหารและสภาแวดล้อมที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ พลักดันให้เกิดการปรับสภาพ ดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้มีชิวิตอยู่

 

วิวัฒนาการเป็นไปอย่างเชื่องช้า หากแต่เป็นไปเรื่อยๆไม่หยุดยั้ง จากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวเพิ่มเป็นหลายเซลล์ พัฒนาจนมีอวัยวะที่ซับซ้อน เกิดการแลกเปลี่ยนโครงสร้างของสารจนเกิดเป็นสารอินทรีย์และอนินทรีย์หลากชนิด แปรเปลี่ยนสภาพไปมา จนภาวะแวดล้อมคงที่ โลกเริ่มเหมาะกับการมีชีวิตอยู่มากขึ้น และก็มีชีวิตกกำเนิดขึ้นและอาศัยอยู่บนโลกนี้มากมาย หลังจากนั้นอีกยาวนาน มนุษย์ได้กำเนิดขึ้น สิ่งมีชีวิตที่มีจิตใจ มีความคิด และแบ่งแยกตนจากสิ่งมีชีวิตพวกอื่นๆ ราวกับพวกเขาได้รับพรจากพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พวกเขาพัฒนาตนอย่างรวดเร็ว สร้างความสัมพันธ์ในหมู่พวกตน เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สร้างระบบสังคมของเผ่าพันธ์ตนเอง พวกเขาได้สรรค์สร้าง คิดค้นและ ประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ เริ่มแรกเป้นสิ่งเพื่อการดำรงชีวิต ต่อมาก็มีสิ่งเพื่อความบันเทิงใจ เครื่องประดับ เสื้อผ้าสวยงาม ผลงานศิลปะอันวิจิตร หนึ่งในนั้นคือ ตัวอักษร ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นประวิติศาสตร์ของมนุษย์อย่างแท้จริง

 

แม้แผ่นดินเริ่มแรกจะเป็นผืนเดียวกัน แต่เวลาทำให้มันแยกจากกัน เคลื่อนย้าย และเข้ามาหากันใหม่อีก สิ่งมีชีวิตถูกแยกไปตามชิ้นส่วนต่างๆของแผ่นดิน ปรับตัวตามสภาพแวดล้อมที่เปล่ายนไป และสร้างเอกลักษณ์ของตนเองขึ้น เผ่าพันธ์มนุษญ์ถูกแยกย่อยเป็นหลายเชื้อสาย บางพวกมีสีตาและสีผมดำสนิทราวกับถ่าน บางพวกตาและผมสีน้ำตาลของผืนดิน  บางพวกมีดวงตาสีเขียวของใบไม้ หรือสีฟ้าใสของท้องฟ้า มีเส้นผมสีเหลืองสว่างเหมือนสีของแสงอาทิตย์ ผิวพรรณก็ต่างกันไปด้วย

 

ประวัติศาสตร์ดำเนินมาเรื่อยๆ ...เรื่อยๆ จนมาถึงสมัยหนึ่งที่การคิดค้นและค้นพบก้าวหน้าจนถึงระดับนาโนเทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์ซึ่งเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของสิ่งประดิษฐ์ในปัจจุบันก็ถือกำเนิด ในขณะที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า แต่ก็มีบางอย่างเสื่อมถอยลง โรคที่ก่อนหน้านั้นเป็นเพียงโรคธรรมดาที่ไม่ร้ายแรงกลับเปลียนแปลงโครงสร้างที่มีความร้ายแรง ยิ่งขึ้น ธรรมชาติถุกแปดเปื้อนจนไม่บริสุทธิ์ เกิดการขาดแคลนทรัพยากร เกิดสงครามที่มองไม่เห็นที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่เป็นไปอย่างช้าๆแต่แน่นอน เหมือนปลวกที่กัดกินในเนื้อไม้ทีละนิด แม้เปลือกนอกที่หุ้มอยู่อาจดูดี แต่ข้างในกลับว่างเปล่า เพียงโดนลมพัดก็อาจแตกสลายได้ทุกเมื่อ เข้าสู่ยุคแห่งความวุ่นวาย (Chaos Age) ในยุคนี้ไม่มีเรื่องราวบันทึกหลงเหลืออยู่มากนัก ทุกอย่างราวกับหมอกควัน  สิ่งที่เกิดในเวลานั้นเหมือนความมืดที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ชัดเจน

 

แต่แล้วก็เหมือนแสงสว่างตัดผ่านความมีได้มีคนจำนวนหนึ่ง ที่ไม่รู้ประวัติแน่นอน พวกเขาเดินทางไปทั่วโลกพร้อมแนวคิดที่ไม่เหมือนใคร พวกเขารวบรวมคนตั้งเมืองๆหนึ่งขึ้น  สร้างความหวังที่เลือนหายไปจากผู้คนขึ้นมาใหม่ ขยายความคิดเป้นวงกว้างเชื่อมต่อโลกที่แตกสลายกระจัดกระจายมารวมกัน ต่อมาเด็กชายคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น ผุ้ซึ่งรับเอาแนวคิด และความหวังนั้นไว้ และทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างกลายเป็น Drop of Elixir หรือที่ผู้คนเรียกว่า Paradise System ในปัจจุบัน

 

แต่ว่า....ม่านหมอกได้จางหายไปหมดแล้วแน่หรือ? โลกที่ถูกทำให้แตกสลายกระจัดกระจายกันไปจะสามารถรวบรวมกลับคืนมาเป็นโลกใบเดียวกันได้จริงหรือ?

 

ภายใต้แสงสว่างย่อมมีเงาอยู่เสมอ แล้วเงาของโลกที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบราวกับสรวงสรรค์นี้มีเงาแบบใดแอบซ่อนอยู่?

พวกเขา....จะทำให้คุณได้เห็น!

 

.......

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

มาดูอีกรอบ ...ผิดหลายที่เลยนะเนี่ย....T_T

#1 By Sonata of Selene on 2008-02-16 00:46

ค่อยจัดหน้าดีหน่อย

เมนท์บล็อคไว้ โปรดไปอ่าน
http://augusthalem.exteen.com/20080213/entry-1

#2 By August on 2008-02-16 00:52