Sonata

Prelude ; Merry Overture...

posted on 17 Feb 2008 22:29 by celestial-celaeno  in Sonata

Cycle of Destiny:

Prelude;Merry Overture...

บทโหมโรงเบิกม่าน

ช่วงเวลาแห่งความสุข

 

ในหนึ่งช่วงชีวิต

สำหรับบางคนยาวนาน....สำหรับบางคนแสนสั้น

ในช่วงเวลาเหล่านั้น เคยมีวันที่คุณมีความสุขหรือเปล่า?

 

...........................................................

 

ความทรงจำลึกที่สุดเท่าที่ผมจำได้คือภาพเด็กหนุ่มผู้นอนบนพื้นสีเทาในสภาพเปื้อนเลือดทั้งตัว

 

ง่ำๆๆๆๆๆๆ

"คาเซล...กินช้าๆหน่อยก็ได้ ไม่มีใครแย่งนายหรอก"เสียงผู้หวังดีเอ่ยเตือน

โรงอาหารยามเช้าค่อนข้างคึกคัก เพราะคนของวาลคิลเรถือคติ อย่าหวังข้าวมื้อหน้า มื้อนี้มีให้กินก็ต้องกินให้เต็มคราบ สมกับเป็นหน่วยที่ถูกใช้งานหนัก แต่ได้เงินเดือนน้อย  แผนกวิทยาศาสตร์เคยทำรายงานสำรวจเล่นๆว่า90เปอร์เซนต์ของพนักงานมีโอกาสอดตายมีสูงกว่าความเสี่ยงทางวิชาชีพเสียอีก

 

"ช่างเถอะครับคุณพอล หมอนี่เป็นพวกเตือนไม่จำต้องรอให้กรรมสนองก่อน"

แค้กๆๆ

ไม่ทันขาดคำเจ้าตัวก็สำลักข้าวติดคอ ด้วยสัญชาติญาณเอาชีวิตรอด จึงคว้าแก้วน้ำที่อยู่ใกล้ตัวมาดื่มอั่กๆ ไม่สนใจเจ้าของแก้วที่ทำตาเขียวใส่

"บ้าเอ๊ย...เจ้าลูเซียสทำเอาเกือบตายแน่ะ"

"ฉันไปขวางหลอดอาหารนายรึไง ทำตัวเองแล้วยังมาโทษคนอื่นอีก เอาแก้วฉันคืนมาด้วย"

เด็กหนุ่มผมดำคว้าแก้วคืนอย่างฉุนเฉียว ทั้งๆที่น้ำในแก้วก็ไม่เหลือ

"งกแม้กระทั่งแก้ว" เสียงบ่นอุบอิบดังเบาๆ

 

ภาพกิจกรรมทักทายยามเช้าเรียกความเอ็นดูในใจของชายหนุ่มที่คอยดูแลเด็กทั้งสองคน

 

พอล บรอสตัน หนุ่มโสดวัย 25 ปี ที่ชีวิตนี้ก็รู้จักแต่งาน งาน งาน ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองต้องมาดูแลเด็กที่อายุอ่อนกว่าเป็นรอบถึงสองคน ถึงเขาจะมีน้อง แต่ก็เป็นน้องสาวที่อายุไล่เลี่ยกัน และดูแลตัวเองได้ดีกว่าตัวเขาผู้เป็นพี่เสียอีก

 

เวลาผ่านมาประมาณหนึ่งอาทิตย์แล้วนับตั้งแต่วันที่เขาและคู่หูเจอเด็กหนุ่มสองคนที่นอนตัวเปื้อนเลือด ในวิหารเก่า เมื่อตรวจดูปรากฏว่าเด็กคนผมดำที่ทั้งร่างชุ่มไปด้วยเลือดอย่างน่ากลัวนั้นไม่เป็นอะไรแม้แต่นิดเดียว มีแค่รอยช้ำกับรอยข่วนเล็กน้อยเท่านั้น เลือดที่ตรวจสอบได้เป็นของเด็กผมสีน้ำตาลอีกคนที่อยุ่ด้วยกัน..ส่วนหนึ่ง...อีกส่วนเป็นเลือดของคนอื่น

 

เด็กทั้งสองคนแทบไม่มีหลักฐานอะไรติดตัวเลย มีเพียงแค่สร้อยคอ กับสร้อยข้อมือสลักชื่อไว้เท่านั้น

เลยรู้ว่าคนผมน้ำตาลชื่อคาเซล คนผมดำชื่อลูเซียส

 

เด็กลึกลับสองคนนี้ทำเอาฝ่ายข่าวสารวุ่นวายกันไปพักหนึ่งเนื่องจากไม่สามารถหาประวัติที่มาใดๆของสองคนนี้ได้เลย ทำไปทำมากลายเป็นว่าผู้บริหารเลยโยนมาให้ทางนี้จัดการกันเอง

 

เขากับคู่หูเลยต้องจำยอมมาเลี้ยงเด็ก ในเมื่อเป็นคนเจอก็ต้องรับผิดชอบ และเมื่ออยู่กองดียวกันมันก็น่าจะให้คนทั้งกองช่วยกันด้วย เลยพามาที่นี่ซะเลย

 

กองควบคุมและตรวจสอบวัสดุเวท กรมรักษาความปลอดภัย สังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มีชื่อเล่นตามชื่อตึกสำนักงานว่า วาลคิลเร และมีชื่อเล่นลับๆสำนักร่อนเร่ เนื่องจาก 80 เปอร์เซนต์ของพนักงานต้องออกภาคสนาม ไม่ว่าสายงานของตัวเองจะออกภาคสนามได้หรือไม่น่าจะได้ก็ตาม

 

วัลคิลเรมีประวัติความเป็นมายาวนาน เป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆที่ตั้งขึ้นมาเป็นกองพันรักษาความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักร ภายใต้ความดูแลของฝ่ายทหาร เพราะในอดีตตนที่ทำหน้าที่นี้มีน้อย ทหารในสังกัดจึงต้องทำแทบทุกอย่างทั้งออกไปรบ เป็นสายลับ พยาบาล กรรมกรจำเป็นยามแรงงานขาดแคลน รวมถึงงานบ้านงานเมือง แต่ต่อมาบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป ได้มีการจัดระบบที่เป็นหมวดหมู่มากขึ้น แยกเป็นกระทรวงต่างๆ หลังจากถูกโยกไปย้ายมาสักพัก กองพันที่5 วาลคิลเร จึงลงเอยที่หน่วยที่5 กรมรักษาความปลอดภัย สังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรในปัจจุบัน  มีหน้าที่ ตรวจสอบวัสดุเวท เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ  วัตถุไม่ทราบที่มา และยืนยันความปลอดภัยสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลงานของหน่วยวิจัยของวาลคิลเร

 

พอลและคู่หูอยู่หน่วยค้นหาภาคสนาม งานของเขาคือการสำรวจโบราณสถานต่างๆ เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยเบื้องต้น ก่อนส่งงานให้หน่วยวิจัยเอาไปทำต่อ พวกเขาได้รับอนุญาตจากสภากลางในการผ่านเข้าออกได้ทุกอาณาจักร

 

พวกเขาพบลูเซียสและคาเซล ในวิหารเก่าแห่งหนึ่งของสหพันรัฐไซดีเรียล ซึ่งอยู่ในทวีปเล็กๆชื่อเซลคัลลา

ไม่รู้ว่าเจออะไรมาบ้างแต่ยังมีอาหารช็อกหลงเหลืออยู่ รุนแรงพอที่จะทำให้เด็กทั้งสองสูญเสียความทรงจำ ตามที่หน่วยหยาบาลบอกมาก็น่าจะฟื้นความทรงจำได้ภายในหนึ่งอาทิตย์

 

แต่นี่หมดไปอาทิตย์หนึ่งแล้วก็ยังไม่มีวี่แววอะไร

 

เจ้าหนูคาเซลนอนซมอยู่สองวันก็กระโดดโลดเต้นได้ ส่วนลูเซียสถึงจะเหมือนทะเลาะกันบ่อยๆ แต่ก็คอยดูแลเพื่อน

 

สองคนนี้รู้จักกันหรือเปล่า ไม่มีใครรู้ แต่เท่าที่สังเกตุมาทั้งอาทิตย์ พอลคิดว่าสองคนนี้รู้จักกันและกันดีพอสมควร เลยมั่นใจว่าพวกเขาต้องเป็นเพื่อนกันแน่ๆ  เขาอาจเดาผิดก็ได้ แต่ในอนาคตเขาก็เชื่อว่ามันจะเป็นเช่นนั้น

 

"อิ่มแล้วครับ" เสียงของลูเซียสดึงชายหนุ่มออกจากภวังค์ความคิด เด็กหนุ่มทานเข้าวเรียบร้อย ดูเป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วโดยไม่ต้องมีใครสั่งใครสอน ผิดกับอีกคนที่กินมูมมามยังกับเด็กเล็กๆ

 

"อายอี่อินเอ็วอะอัดเอย"

 

"เวลากินอย่าพูดสิ เดี๋ยวก็ติดคออีกหรอก"เด็กหนุ่มผมดำดุ ปากพูดแต่มือก็กำลังรินน้ำให้เผื่อเจ้าคนมูมมามจะสำลักข้าวกระทันหันอีก

 

"ลูเซียสเนี่ย...ดูแลคาเซลดีจังนะ"

อดัม เรย์ไลน์ รองหัวหน้าหน่วยพยาบาลทักได้ตรงใจพอลมาก แต่คงไม่ตรงใจเด็กหนุ่มเท่าไหร่ เพราะเขาโวยทันทีที่จบประโยค

 

"ใครดูแลเจ้านี่กันครับ ผมไม่ได้..."

"จ้าๆ รู้แล้วๆ ......ไงเจ้าหนูคาเซล กินซะเยอะ รับรู้รสชาติบ้างรึเปล่าเนี่ย?"อดัมตัดบท เปลี่ยนเรื่องหันมาถามเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลแทน

 

" อร่อยมาเลยฮะ อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลย"

 

"ขนาดความจำเสื่อมยังอุตส่าห์รู้อีกแน่ะ แต่ถ้าชอบขนาดนั้นฉันก็ดีใจ"

 

ยังไม่ทันจะถามว่าดีใจเรื่องอะไร พอลก็ชิงตอบแทน

"พวกนายไม่รู้สินะว่าหน่วยพยาบาลเป็นคนดูแลเรื่องอาหารนะ วันนี้เป็นเวรของอดัม"

 

"เอ๋..แล้วทำไมมีเฉพาะหน่วยพยาบาลที่ทำละครับ คุณเรย์ไลน์"

 

"เรียกอดัมก็ได้ลูเซียส.....ที่ให้เฉพาะหน่วยพยาบาลทำอาหารนะเหรอ ก็เพราะคนส่วนใหญ่ทำอาหารไม่เป็น การทำให้อร่อยยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ ส่วนหน่วยพยาบาลทุกคนต้องเรียนด้านโภชนาการแล้วก็การปรุงยาอยู่แล้วเลยทำอาหารกันเป็น ทำอร่อยด้วยนะ หน่วยอื่นก็พอมีคนทำอาหารได้บ้าง บางทีก็มาช่วยในครัว แต่ที่ควรระวังที่สุดคืออย่าได้ไปขอให้คนของหน่วยวิจัยทำอาหารเป็นอันขาด"

 

"อ้าวเพราะอะไรละฮะ" คาเซลที่กินข้าวเสร็จเมื่อไหรก็ไม่รู้ถามอย่างสงสัย

 

"หน่วยวิจัยส่วนใหญ่เป็นนักประดิษฐ์"คุณลุงที่นั่งข้างๆเขยิบเข้ามากระซิบกระซาบ

 

"อาหารส่วนใหญ่เลยออกมาแปลกๆ"พี่สาวที่นั่งข้างหลังเข้ามาร่วมวงด้วย

 

"ถ้าไม่อยากเป็นหนูลองยา อยู่ให้ห่างหน่วยวิจัยเป็นดีที่สุด"พี่ชายผมเงินที่เดินมานั่งด้วยปิดท้าย

 

"หน่วยวิจัยทำไมรึ?"

เฮ้ย

เสียงใสๆที่ถามขึ้นทำเอาวงนินทาแตก

"ว่าไง..หน่วยของฉันทำไมรึ?"หญิงสาวในชุดสูทกระโปรงสั้นเหนือเข่าคลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีขาวยาวเกือบถึงข้อเท้า ดวงตาสีเทาหลังเลนส์แว่น ปรายตามองอย่างจับผิด

 

"เปล๊า...ไม่มีอาร๊ายย"

 

"แค่เล่าเรื่องหน่วยของที่นี่ให้เด็กๆฟัง"

 

"หน่วยวิจัยมีแต่คนหน้าตาดี"

 

"ทำแต่สิ่งดีๆมีประโยชน์ให้กองของเรา"

 

ขบวนการร่วมด้วยช่วยกันนินทาเปลี่ยนเป็นร่วมด้วยช่วยกันแหล คาเซลเห็นแต่ละคนลุกลี้ลุกลนกันสุดๆ ผู้หญิงคนนี้กับหน่วยวิจัยน่ากลัวตรงไหนกันนะ เพราะแม้แต่คุณอดัมกับคุณพอลยังแอบหน้าซีดถึงจะยังยิ้มเหมือนไม่มีอะไรก็เถอะ

 

 

 

Cyclic of Destiny: Let's begin to the end

The World Now.......บทนำ

ถนนสายเอยี่สิบเอ็ดยามค่ำเต็มไปด้วยความวังเวง

 

ป้ายบอกทองเก่าเปราะเปื้อนจนแทบมองไม่เห็นตัวอักษร ตามกำแพงถูกเขียนเละเทะ และบนพื้นเต็มไปด้วยขยะอุตสาหกรรม ขยะเปีก ขยะแห้ง ทุกๆอย่างซึ่งผู้คนทอดทิ้ง อยู่เดียวดายที่"ข้างล่าง"นี่ อยุ่ท่ามกลางความเงียบสงัด ไร้ซึ่งสัญญาณแห่งชีวิต ผิดกับ"ข้างบน"

 

เหนือขึ้นไป ณ ที่ที่แสงสว่างส่องถึง นวัตกรรมใหม่แห่งศตวรรษ สิ่งที่เรียกว่า Linking Tube พาดผ่านตามอาคาร"เบื้องบน"ต่างๆ สีดำทึมๆที่เห็นเมื่อมองจากด้านล่าง เหมือเส้นขอบเขตที่ลากผ่านเผื่อแบ่งแยกระหว่างท้องฟ้ากับพื้นดิน

 

นานนับทศวรรษ โลกเก่าถูกแทนที่ด้วยโลกใหม่อันเจิดจรัส ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าถึงที่สุด คำว่าขีดจำกัดได้ถูกลืมเลืนหายไป ผู้คนอายุยืนขึ้นด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า โรคภัยไข้เจ็บแทบจะหายไปโดยสิ้นเชิง การจัดระเบียบสังคมแนวใหม่ที่จัดให้ทุกอย่างเป็นดั่งโลกในอุดมคติ

 

ทั้งหมดนี่มาจาก Elixir หรือที่เรียกกันว่า Paradise System โปรแกรมที่ถูกคิดค้นโดยมหาปราชญ์แห่งยุค ซึ่งในโปรแกรมนั้นมีทั้งระบบการจัดการด้านอุปโภคบริโภค สาธารณสุข สันธนาการ การคมนาคม การวางผังเมือง โปรแกรมในฝันซึ่งรวมโลกใบนี้เอาไว้ด้วยกัน

 

นั่นคือสิ่งที่ประชาชนคนทั่วไปคิด การมีความสุขกับสิ่งที่ถูกปรนเปรอโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

 

แต่นั่นอาจดีกว่าการรู้ความจริงที่ทำให้โลกที่ราวภาพฝันนั้นพังทลายลง

 

ทุกอย่างย่อมมีจุดเริ่มต้น ก่อนปัจจุบันย่อมมีอดีต ก่อนยุคสมัยแห่งสรวงสวรรค์....มีเรื่องราวที่ผู้คนต่างลืมเลือน

 

เรื่องนี้...คงมีแต่นักวิชาการรุ่นเก่าๆ หรือไม่ก็นักวิชาการหนุ่มๆที่บ้าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์โลกยุคก่อนหน้าเท่านั้นที่ยังพอจำได้

 

ก่อนหน้านี้ นานแสนนาน นับจากโลกนี้ถือกำเนิดจากไร้ซึ่งสรรพสิ่ง แล้วค่อยให้เวลาสร้างสรรค์ผลงานของมัน หนึ่งในนั้นมีสิ่งมหัสจรรย์ที่สุดกำเนิดขึ้นมา ...นั่นคือชีวิต

 

เริ่มแรกเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตรูปร่างง่าย เป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ(เซลล์)เป็นอาณาเขตแบ่งแยกตัวเองกับสิ่งอื่น มีขึ้นมาแล้วก็หายไปแล้วก็มีขึ้นมาใหม่อีก วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า สัญชาติญาณในการเอาชีวิตรอด เริ่มมีการ กินอาหาร เปลียนสิ่งที่กินเข้าไปเป็นพลังงานในการดำรงชีวิต  มีผู้ล่าและผู้ถูกล่า ใครแข็งแรงกว่าจะกลายเป้นผู้มีชีวิตรอด ท่ามกลางวัฎจักรห่วงโซ่อาหารและสภาแวดล้อมที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ พลักดันให้เกิดการปรับสภาพ ดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้มีชิวิตอยู่

 

วิวัฒนาการเป็นไปอย่างเชื่องช้า หากแต่เป็นไปเรื่อยๆไม่หยุดยั้ง จากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวเพิ่มเป็นหลายเซลล์ พัฒนาจนมีอวัยวะที่ซับซ้อน เกิดการแลกเปลี่ยนโครงสร้างของสารจนเกิดเป็นสารอินทรีย์และอนินทรีย์หลากชนิด แปรเปลี่ยนสภาพไปมา จนภาวะแวดล้อมคงที่ โลกเริ่มเหมาะกับการมีชีวิตอยู่มากขึ้น และก็มีชีวิตกกำเนิดขึ้นและอาศัยอยู่บนโลกนี้มากมาย หลังจากนั้นอีกยาวนาน มนุษย์ได้กำเนิดขึ้น สิ่งมีชีวิตที่มีจิตใจ มีความคิด และแบ่งแยกตนจากสิ่งมีชีวิตพวกอื่นๆ ราวกับพวกเขาได้รับพรจากพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พวกเขาพัฒนาตนอย่างรวดเร็ว สร้างความสัมพันธ์ในหมู่พวกตน เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สร้างระบบสังคมของเผ่าพันธ์ตนเอง พวกเขาได้สรรค์สร้าง คิดค้นและ ประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ เริ่มแรกเป้นสิ่งเพื่อการดำรงชีวิต ต่อมาก็มีสิ่งเพื่อความบันเทิงใจ เครื่องประดับ เสื้อผ้าสวยงาม ผลงานศิลปะอันวิจิตร หนึ่งในนั้นคือ ตัวอักษร ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นประวิติศาสตร์ของมนุษย์อย่างแท้จริง

 

แม้แผ่นดินเริ่มแรกจะเป็นผืนเดียวกัน แต่เวลาทำให้มันแยกจากกัน เคลื่อนย้าย และเข้ามาหากันใหม่อีก สิ่งมีชีวิตถูกแยกไปตามชิ้นส่วนต่างๆของแผ่นดิน ปรับตัวตามสภาพแวดล้อมที่เปล่ายนไป และสร้างเอกลักษณ์ของตนเองขึ้น เผ่าพันธ์มนุษญ์ถูกแยกย่อยเป็นหลายเชื้อสาย บางพวกมีสีตาและสีผมดำสนิทราวกับถ่าน บางพวกตาและผมสีน้ำตาลของผืนดิน  บางพวกมีดวงตาสีเขียวของใบไม้ หรือสีฟ้าใสของท้องฟ้า มีเส้นผมสีเหลืองสว่างเหมือนสีของแสงอาทิตย์ ผิวพรรณก็ต่างกันไปด้วย

 

ประวัติศาสตร์ดำเนินมาเรื่อยๆ ...เรื่อยๆ จนมาถึงสมัยหนึ่งที่การคิดค้นและค้นพบก้าวหน้าจนถึงระดับนาโนเทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์ซึ่งเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของสิ่งประดิษฐ์ในปัจจุบันก็ถือกำเนิด ในขณะที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า แต่ก็มีบางอย่างเสื่อมถอยลง โรคที่ก่อนหน้านั้นเป็นเพียงโรคธรรมดาที่ไม่ร้ายแรงกลับเปลียนแปลงโครงสร้างที่มีความร้ายแรง ยิ่งขึ้น ธรรมชาติถุกแปดเปื้อนจนไม่บริสุทธิ์ เกิดการขาดแคลนทรัพยากร เกิดสงครามที่มองไม่เห็นที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่เป็นไปอย่างช้าๆแต่แน่นอน เหมือนปลวกที่กัดกินในเนื้อไม้ทีละนิด แม้เปลือกนอกที่หุ้มอยู่อาจดูดี แต่ข้างในกลับว่างเปล่า เพียงโดนลมพัดก็อาจแตกสลายได้ทุกเมื่อ เข้าสู่ยุคแห่งความวุ่นวาย (Chaos Age) ในยุคนี้ไม่มีเรื่องราวบันทึกหลงเหลืออยู่มากนัก ทุกอย่างราวกับหมอกควัน  สิ่งที่เกิดในเวลานั้นเหมือนความมืดที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ชัดเจน

 

แต่แล้วก็เหมือนแสงสว่างตัดผ่านความมีได้มีคนจำนวนหนึ่ง ที่ไม่รู้ประวัติแน่นอน พวกเขาเดินทางไปทั่วโลกพร้อมแนวคิดที่ไม่เหมือนใคร พวกเขารวบรวมคนตั้งเมืองๆหนึ่งขึ้น  สร้างความหวังที่เลือนหายไปจากผู้คนขึ้นมาใหม่ ขยายความคิดเป้นวงกว้างเชื่อมต่อโลกที่แตกสลายกระจัดกระจายมารวมกัน ต่อมาเด็กชายคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น ผุ้ซึ่งรับเอาแนวคิด และความหวังนั้นไว้ และทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างกลายเป็น Drop of Elixir หรือที่ผู้คนเรียกว่า Paradise System ในปัจจุบัน

 

แต่ว่า....ม่านหมอกได้จางหายไปหมดแล้วแน่หรือ? โลกที่ถูกทำให้แตกสลายกระจัดกระจายกันไปจะสามารถรวบรวมกลับคืนมาเป็นโลกใบเดียวกันได้จริงหรือ?

 

ภายใต้แสงสว่างย่อมมีเงาอยู่เสมอ แล้วเงาของโลกที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบราวกับสรวงสรรค์นี้มีเงาแบบใดแอบซ่อนอยู่?

พวกเขา....จะทำให้คุณได้เห็น!

 

.......

นิทานดวงดาว

posted on 10 Feb 2008 17:57 by celestial-celaeno  in Sonata
นิทานดวงดาว


                    นานมาแล้วเมื่อคุณยังเป็นเด็กตัวน้อยคุณจะรู้ว่าโลกนี้มีอะไรที่น่ามหัศจรรย์มากมายเพราะจิตใจที่ยังบริสุทธิ์ไม่แบ่งแยกดีชั่วดึงดูดให้สิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายเข้ามาหา มาเล่นด้วย มาสอนมาเล่าสิ่งต่างๆให้มากมาย หากมิรู้ว่าสาเหตุได้พวกเขามักจากไปเมื่อเด็กเหล่านั้นโตเป็นผู้ใหญ่

                  เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ก็เช่นกัน  เธอรู้  เธอเห็น อย่างที่เพื่อนของเธอในวัยเดียวกันเห็นและรับรู้
ทุกๆคืนเด็กน้อยจะย่องไปแง้มประตูห้องของพ่อแม่และพี่เลี้ยงเพื่อดูว่าพวกเขาหลับหรือยัง  ก่อนจะวิ่งไปยังห้องของตนแล้วเปิดหน้าต่างข้างเตียงไว้ จากนั้นก็จะนอนรออย่างใจจดใจจ่อ รอใครบางคนมาหา


สักพักก็จะมีเสียงอ่อนโยนนุ่มนวลเอ่ยทักเรียกชื่อ

คุณดวงดาวมาหาแล้ว


                   เธอเรียกเขาเช่นนั้นเพราะเขาอยู่บนโน้น บนฟ้ากว้างไกลสุดหยั่งถึงที่มากมายไปด้วยประกายแสงดาว เด็กหญิงจึงเรียกเขาว่าคุณดวงดาว   คุณดวงดาวมาที่นี่ทุกคืนเพื่อเล่านิทานและเรื่องราวต่างๆมากมายให้เด็กน้อยฟัง

                  ทั้งเรื่องของกริฟฟิน มังกร ยูนิคอร์น อัศวินผู้กล้า เจ้าหญิงเจ้าชาย  ปิศาจตัวน้อยผู้ซุ่มซ่าม นักเล่นแร่แปรธาตุที่เปลี่ยนธาตุของสิ่งของต่าง  นักเวทย์ที่ใช้เวทย์มนต์  ความขัดแย้งของแสงและเงา นอกจากนั้นยังมีเรื่องอื่นๆมากมายที่เธอได้ยินได้ฟัง
ทุกๆคืนวันเด็กน้อยมีความสุขมาก


                  จากเด็กหญิงตัวน้อยค่อยๆเติบใหญ่เป็นเด็กสาว วันเวลาเปลี่ยน พาทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตามมันไปด้วย สายตาคู่นี้มองเห็นอะไรได้มากขึ้น มองเห็นความเปลี่ยนแปลงรอบตัวที่นับวันยิ่งฉายชัดเจน

                  เพื่อนๆของเธอเริ่มเริ่มมองไม่เห็นสิ่งที่เธอเห็น  ลืมเลือนสิ่งที่เธอยังไม่ลืม ไม่เชื่อในสิ่งที่เธอเชื่อ ทั้งๆที่แต่ก่อนพวกเขาก็เคยเป็นเช่นเธอ พวกเขาก้าวไปสู่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าความเป็นจริง และเรียกสิ่งที่จากมาว่าความเพ้อฝันของเด็ก  ตัวเธอเองก็เปลี่ยนแปลง ทั้งรูปร่าง ภาระหน้าที่ ฯลฯ แม้จะคิดว่าเหมือนเดิมแต่บ่อยครั้งที่เธอไม่มีเวลากับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าความฝันมากกว่าแต่ก่อน บ่อยครั้งที่เธอเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและหลับสนิทไปโดยลืมเปิดหน้าต่างไว้เพื่อพบคุณดวงดาวยามกลางคืน  วันเวลาของความเป็นผู้ใหญ่พรากชีวิตที่เธอรักมากเข้าไปทุกทีโดยไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้  แม้ตอนนี้เธอยังไม่ลืมสิ่งที่เธอเห็นมาแต่เด็ก เธอยังเล่นพูดคุยกับสิ่งที่คนอื่นไม่เชื่อตามปกติ จนเพื่อนๆและผู้ใหญ่มองว่าเธอเหมือนคนบ้าก็ตาม แต่เธอก็กลัวว่าซักวันตนเองก็คงจะเป็นเช่นพวกเขา


                               เธอไม่อยากสูญเสียจิตใจพิสุทธิ์นี้ไปตามความจริงของสังคมที่วุ่นวายนี้เลย
                                  หากทำได้ เธออยากเป็นเด็ก เด็กที่มีหัวใจพิสุทธิ์เช่นนี้ ตลอดไป


                  แล้วค่ำคืนหนึ่งเด็กสาวนอนไม่หลับ เธอเปิดหน้าต่างข้างเตียงบานเดิม เหม่อมองท้องนภากว้างไกลที่มีคาวพร่างพรายเป็นประกายสวยงาม  แต่มีดาวดวงหนึ่งราแสงคล้ายอ่อนแรงจะหายไปแต่กลับมีประกายสดใสขึ้นมาใหม่ เธอมองดาวดวงนั้นอย่างพิศวง เธอมองอย่างเพลิดเพลินขณะที่มันเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ มากขึ้น

                                           มากขึ้นจนเห็นเป็นร่างที่คุ้นเคยท่ามกลางแสงสว่างเจิดจ้านั้น

              ร่างที่มาเยี่ยมเยียนที่หน้าต่างบานนี้เป็นประจำทุกค่ำคืนยามเมื่อครั้งที่เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยเพื่อเล่าเรื่องราวมหัศจรรย์ต่างๆให้ฟัง   ร่างของคุณดวงดาวเข้ามาใกล้หน้าต่าง เข้ามาใกล้เธอ ใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน  เด็กสาวดีใจ ดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า เธอพูดคุยกับเขาเป็นเวลานาน เล่าอะไรต่อมิอะไรให้ฟังตั้งหลายอย่างโดยมีเขานั่งฟังทุกคำพูดที่เอ่ยเล่า สายตาคู่นั้นมองมาอย่างเอ็นดู จนเวลาล่วงมาหลายชั่วโมงแต่กลับรู้สึกว่ามันเพิ่งผ่านไปแค่ชั่วแวบเดียว

                     เด็กสาวหยุดพูดเพื่อพักหายใจ    ชั่วครู่ที่สบตาเขาราวกับมีรอยหมองเศร้าแฝงอยู่  คุณดวงดาวลูบผมเด็กสาวทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขาม่เคยแตะต้องตัวเธอเลย  เธอมองเขาอย่างแปลกใจและต้องตกใจเมื่อเขาบอกว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะมาหาเธอ  เพราะจากนี้ไปเธอจะต้องกลับไปสู่สังคมของเธอ หมดเวลาสำหรับความเป็นเด็กแล้ว เธอต้องโตเป็นผู้ใหญ่เสียที

                   แต่เด็กสาวไม่ยอม  เธอร้องไห้  เธอไม่อย่างทิ้งสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้อีกสิ่งหนึ่งมา เธออยากเป็นเด็กตลอดไป
คุณดวงดาวสบตา  ราวกับจะถามว่าต้องการอย่างนั้นจริงหรือ

                 มีบ้างใช่ไหม?  ที่รู้สึกไม่สบายใจเมื่อสายตาคนอื่นที่มองมาดูราวกับมองตัวประหลาด
                 มีบ้างใช่ไหม?  ที่รู้สึกเหงาราวกับมีเพียงตนเองลำพัง
                 เศร้าใช่ไหม?    ที่ไม่มีใครเชื่อเธอ
                 มนุษย์ไม่สามารถอยู่ลำพังได้  เหมือนเธอที่จะทนเป็นตัวแปลกแยกในสังคมไม่ได้

           ได้โปรด

                 รอ รอว่าสักวันเธอจะพบคนที่สามารถเป็นเพื่อนเธอได้ไม่ว่าเธอจะเป็นเช่นไร  คนที่เป็นเหมือนเช่นเธอ

                ช่วย   ช่วยผู้คนที่ละทิ้งจิตใจพิสุทธิ์ของตนไปแล้ว ช่วยคืนความฝันอันงดงามให้เขา และพาออกมาจาก
ความโสมมของจิตใจที่ถูกย้อมด้วยสังคมที่เลวร้าย

                             ด้วยความสามารถของเธอ อย่าละทิ้งมัน แต่โปรดนำมันมาใช้เพื่อช่วยผู้คน

               อย่าหวาดกลัว อย่าหงอยเหงา เพราะเธอจะมีฉันอยู่เคียงใกล้ ในหัวใจพิสุทธิ์งดงามดวงนี้ของเธอ ไม่ว่าในอดีตที่ผ่านมา   ในปัจจุบันนี้   หรือในอนาคตข้างหน้า   ขอเพียงเธอไม่ลืม ว่ามีฉันเคียงอยู่  กันเธอตลอดเวลา

                                                           ฉันก็จะอยู่กับเธอตลอดไป

                             ........................................................................................
                                                              ...........................


      รุ่งเช้าเด็กสาวตื่นขึ้นมาบนเตียงที่ไม่รู้ว่าล้มตัวลงนอนเมื่อไร  หน้าต่างบานนั้นปิดสนิทเหมือนไม่มีใครเคยเปิดมันมาก่อน ราวกับเรื่องเมื่อคืนเป็นเพียงฝันตื่นหนึ่ง

      หากในมือยังคงถือไดอารี่เล่มน้อย และล็อกเก็ตรูปดาวสีเงินอยู่ ของสองสิ่งที่คุณดวงดาวมีติดตัวประจำเมื่อยามที่เขามาหาเธอ

       อรุณรุ่งแล้ว เวลาของความฝันได้หมดลง แต่ยังคงจำมิลืมเลือนในหัวใจไว้เป็นพลังยามก้าวเดินต่อไปสู่อนาคตข้างหน้า


                 ลาก่อน  ดวงดาวที่รัก ...... เพื่อสักวันหนึ่งเราจะได้พบกัน ในวันเวลาของอนาคตกาลอันแสนไกล