Winter Sorrow

posted on 10 Feb 2008 18:12 by celestial-celaeno  in Sidereal

...........................................................................  

"ไอรายา" เสียงทุ้มห้าวดังก้องกังวานทั่วโถงทางเดินหินอ่อน รูปปั้นเทพธิดาซึ่งเรียงรายวิจิตรตระการตอบคำถามเขาด้วย การจ้องมองชายหนุ่มที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งในทางเดินอันมีเพียงคบไฟสลัวส่องทางด้วยสายตาอันว่างเปล่า(เย็นชา)   "ไอรายา" เสียงของเขาดังก้องอีกครั้ง คราวนี้เจือไปด้วยความหงุดหงิดที่เพิ่มมากขึ้น  เขาหันมองไปรอบราวกับจะหาใครสักคนที่กำลังล่องหาอยู่หลังกำแพง แล้วก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อ รูปปั้นเทพธิดาที่เคยอยู่นิ่งๆหันขวับมามองชายหนุ่มผู้เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงสิ่งเดียวในทางเดินอันมีเพียงคบไฟสลัวส่องทาง   "เจ้าน่าจะชินกับกลไกของที่นี่ได้แล้วนะ เคน" ชายหนุ่มเรียกสติตังให้เข้าที่ แล้วโต้ตอบกับรูปปั้น หรืออันที่จริงอะไรบางอย่างที่ทำงานเหมือนเครื่องกระจายเสียง ตามความเข้าใจของเขาละนะ ซึ่งทำเป็นรูปปั้นเทพธิดา ด้วยเสียงที่พยายามสุดขีดที่จะไม่สั่น "ให้อยู่ทั้งชาติก็ไม่มีทางชินได้หรอก"   แปลกที่เสียงนั้น ซึ่งเข้ารู้จักเป็นอย่างดีว่ามีนิสัยชอบกวนประสาทคนมากแค่ไหน ยอมรับอย่างง่ายๆ "ก็จริงนะขนาดคนที่อยู่ที่นี่มานานยังหลงหายไปเป็นเดือนจนเกือบเป็นผีเฝ้าปราสาทอยู่แล้ว"   "ใครล่ะ พนันได้เลยว่าไม่ใช่ท่าน" "แน่ละ ก็ข้าเป็นวางแผนผังที่นี่กับมือนี่! อยากรู้ไหมว่าใคร?" "ไม่อยาก สิ่งเดียวในตอนนี้ที่ข้าอยากรู้มีแค่ ไอรายาอยู่ที่ไหน" พนันได้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังทำหน้าผิดหวังที่เขาไม่สนใจ ไอ้เรื่องได้ผสมโรงล้อเลียนคนผู้โชคร้าย(ที่ไม่ใช่ตัวเอง)นั่นจะน่าสนุกก็เถอะ แต่ตอนนี้เขามีเรื่องอื่นสำคัญกว่า   "วันนี้มีอะไรกินน้า" เสียงนั้นแกล้งเฉไฉ พนันได้เลยว่าเพื่อแกล้งกวนประสาทเขาอีกแน่ "จะไปรู้ได้ไง แล้วไอ..." "ข้าอยากกินเสต็กเนื้อลูกแกะจังเลยนะ" "รา...." "ไม่รู้ว่ามีไวน์ดีๆเหลืออยู่รึเปล่า?" "ยา...." "แต่เบียร์ก็ไม่เลยนะ"   "เอซาเร!" "เจ้าว่าอย่างไหนดีกว่ากันละ?"   อยากจะเป็นบ้า!!!!   เคน พยายามนับนับตั้งแต่หนึ่งถึงอินฟินิตีในใจ   ของที่เขาจะชอบเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้นที่ไม่ใช่เอซาเร !   แต่เมื่อใจเย็นลงและฉลาดพอที่จะทำหูทวนลมกับเสียงที่ยังจ้อไม่หยุดนั้น กลับพบอะไรที่น่าประหลาด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาตามหาไอรายา เธอเป็นอาจารย์ของเขา และเขาก้เป็นศิษย์เพียงคนเดียวของเธอ คนทั้งปราสาทชินตากับภาพผู้ฝึกหัดหนุ่มวิ่งโร่ตามหาอาจารย์ผู้ซึ่งชอบแว่บหายไปบ่อยๆ ทุกคนมักจะบอกคำตอบแก่เขาไปเว้นแม้แต่คนบ้าๆอย่างเอซาเร แต่ครั้งนี้ดูเหมือน'เธอ'กำลังหลีกเลี่ยงการตอบเขา   กำลังพยายามทำอย่างสุดความสามารถเสียด้วยถึงแม้จะดูกวนๆ ชวนให้กระทืบปากก็เถอะ   "เอซาเร" เคนเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบกว่าเคย เสียงที่คนรู้จักเขารู้ว่าเป็นการเตือนว่าไม่มีอารมณ์มาเล่นสนุกด้วย  เสียงของเอซาเรเงียบไปชั่วครู่ แต่เคนแน่ใจว่าเขาได้ยินเสียงสบถเบาๆด้วย  เขารอ......แล้วก็เป็นอีกฝ่ายที่ยอมแพ้   "วันนี้หิมะตก " เขาทำหน้าพิลึกอย่างที่ถ้าอีกฝ่ายมาเห็นคงหัวเราะดังลั่นทั่วปราสาทพร้อมโพนทะนาไปสามวันเจ็ดวัน แต่เขาไม่ต้องงอยู่นานว่าหิมะมันมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย "ไอรายา...มี.........อะไรที่ไม่ค่อยน่าจดจำนักเกี่ยวกับหิมะ...ยิ่งเป็นหิมะแรกของฤดูอย่างวันนี้ด้วย..........ที่จริงจะว่าไม่น่าจดจำก็ไม่ใช่ มันเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเสียมากกว่า และเพราะลืมไม่ได้มันถึงได้........................" เงียบกันไปอึดใจ ฝ่ายเอซาเรคงเงียบเพื่อระลึกความหลัง แต่กรณีของเคน มันเพราะเขากำลังเกินอาการงงบวกตะลึงมากกว่าว่าคนอย่างเอซาเรจะพูดอึกอักใช้คำขาดๆหายๆ ราวกับไม่แน่ใจว่าควรอธิบายยังไงอย่างนี้ หรือไม่ก็เพราะเสียงที่เธอพูดออกมานั้นเจือความเศร้าไว้อย่างที่เขาไม่เคยได้รุ้มาก่อนอย่างนี้ "เอาเป็นว่าข้าจะไม่ไปกวนไอรายาช่วงนี้แล้วกัน" เขาสรุป เขาเนี่ยแหละที่พูดขึ้นมาก่อนเพราะทนกับความเงียบไม่ไหว เอซาเรที่ปิดปากเงียบแบบนี้เขาไม่เคยพบเคยเห็นแล้วก็ไม่อยากทั้งพบทั้งเห็นหรือฟังด้วย เพราะสื่อสารกันโดยไม่เห้นหน้าของแต่ละฝ่าย ชายหนุ่มจึงไม่รู้ว่าคู่สนธนานั้มีสีหน้าอย่างไรในตอนนี้ อาจจะโล่งใจที่เขาไม่ถามจุ้นจ้านเรื่องของไอรายา อาจารย์ของเขาและเพื่อนของเธอ  "เอาเป็นว่าวันนี้ถ้าเจ้ามีปัญหาอะไรก็ถามข้าแล้วกัน อ้อ! เรื่องเรียนช่วงบ่ายด้วยข้าจะเป็นคนสอนเองเตรียมตัวไว้ให้ดีละ" "นั่นมันนรกชัดๆ!!! ชายหนุ่มร้องประท้วง สอนเรอะ! แกล้งเขาต่างหากที่ถูกต้องกว่า   ชายหนุ่มเดินลงส้นเท้าเสียงดังอย่างอารมณ์เสีย ตอนนี้ขอไปที่ไหนก็ได้ให้ห่างๆเสียงนี่ เพราะอีกไม่กั่วโมงเขาต้องพบเจอกับเจ้าของเสียงนี้แถมต้องอยู่ด้วยกันตั้งครึ่งวัน เชื่อสิว่าต้องเป็นครึ่งวันที่เหมือนฝันร้ายแน่ๆ   "ขอบใจ" เสียงนั้นทอดหวานแผ่วเบา พัดพาเอาอารมณ์แย่ๆเมื่อกี้ให้หายไปราวกับสายลมพัดม่านหมากให้จางหาย ชายหนุ่มเดินจากไป แต่ครั้งนี้....ใบหน้าของเขาเจือด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

..............................................................................................................................

Writer Just Talk
ขอสารภาพอย่างหนึ่งว่านี่เป็เรื่องเราเขียนสดๆโดยไม่ได้คิดโครงเรื่องไว้เลย  ตอนแรกๆก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเศร้าเนอะ ที่จริงตอนนั้นเราคงมีโครงเรื่องในใจอยู่ แต่ปัญหาในตอนนี้คือเราลืมมันไปหมดแล้ว! -_-!  ทำไงดีละทีนี้ เอาเป้นว่าถ้าเนื้อเรื่องหลังจากนี้มันรั่วๆไปซักหน่อยก็อย่าถือสาหาความกันเลยนะจ๊ะ  ^_^
..............................................................................................................................

เอซาเรถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อชายหนุ่มร่างสูง  อย่างน้อยก็สูงกว่าเธอแน่ๆซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเจ็บใจเอามากๆ เดินลับไปจาขอบเขตการมองเห็น ตอนนี้ศรีษะของรูปปั้นเทพธิดาคงกลับคืนรูปตามเดิมแล้ว  สีหน้าของเคนตอนเห็นหัวรูปปันขยับได้ดูตลกดี แล้วเธอก็ชอบเขาแบบตลกๆนั้นมากกว่าตอนที่เขาใช้เสียงราบเรียบและท่าทีสงบนิ่งแบบนั้น มันทำให้เธอคาดเดาเขาไม่ได้หมือนเคย 

เคนไม่เคยรู้ว่าตัวเขาในแบบนั้นเป็นประเภทที่เธอแพ้ทางมากที่สุด และแน่นอนว่าเอซาเรไม่มีทางบอกเขาเรื่องนี้นอกเสียจากว่าเธออยากจะหัวปั่นเพราะถูกเขาเอาคืน

 

เอซาเรเบือนหน้าไปยังหน้าต่าง มีเรียวขาวซีดดังหิมะที่ตกอยู่ข้างนอกทาบบนผิวกระจกเย็นๆ

ดวงตาสีฟ้าเหม่อมองไปไกล  แม้จะมองไม่เห็นแต่เธอก็มั่นใจว่าข้างนอกปราสาท  ท่ามกลางหิมะที่โหรยปรายลงมามีร่างของหญิงสาว งามระหง  และเต็มไปด้วยความสง่าของนางพญา ยืนอย่างอ้างว้าง

 

5ปีแล้วนะไอรายา เธอก็ยังจมอยู่ในหิมะสีเทาที่ทับถถมอยู่ในความทรงจำอยู่อย่างนั้นหรือ?

.............................................................................................................................................................
 
ประมาณ 6 ปีก่อนหน้านี้

ฉัวะ

เสียงดาบฟาดฟันเลือดเนื้อมนุษย์ด้วยกันดังขึ้นเบาๆแหวกความเงียบงันยามราตรี  ไร้ซึ่งเสียงดิ้นรนร้องขอชีวิต การสังหารเต็มไปด้วยความเรียบง่าย สงบ และเยือกเย็น เหมือนดวงตาสีฟ้าซีดของมือสังหารที่มองเหยื่อ

ไร้ซึ่งความรู้สึกหรือร่องรอยของอารมณ์ใดๆสะท้อนในแววตาคู่นั้น

 

จตุรเทพาทั้งสี่  เป็นตัวแทนธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ  ขึ้นตรงกับกีอาซึ่งเปรียบดังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่  ผู้ที่เป็นทั้งมารดาและผู้ที่คอยปกปักษ์โลกใบนี้

นั่นคือสิ่งที่ตำนานเล่าขาน  แล้วในความเป็นจริงเล่า?  ความจริงนั้นเป็นเช่นไร

ความเป็นจริงข้อแรก  เทพาแห่งวารี ซึ่งจะเรียกว่าเทพาก็ไม่ถูก พราะเธอสมควรถูกเรียกว่าเทพีมากกว่า  ดวงตาสีฟ้าซีดอมเทา  เส้นผมสีน้ำเงินเข้ม สีของน้ำทะเลลึก  ปลิวสยายตัดกับดวงจันทร์กลมโตบนท้องนภา  ของเหลวสีแดงสดยังเปื้อนใบดาบ แต่กลับไปหยดลงสู่พื้นดิน ราวกับว่าดาบนั้นกำลังดูดซับเลือดนั้นเอาไว้ เลือดจากการปฏิบัติงานที่เพิ่งผ่านไปอย่างสดๆร้อนๆ

นี่เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ผู้ที่ได้ตำแหน่งเทพาแห่งวารีมีหน้าที่รับจ้างฆ่าเป็นวิชาชีพ  ถึงจะไม่ค่อยมีใครรู้จักต่ำแหน่งแรกนัก เพราะถ้าชาวประชารู้เรื่องกันทั่วว่าเทวาแห่งน้ำผู้อ่อนโยนเป็นนักฆ่าคงจะเลิกเชื่อตำนาน ไม่ก็คนที่เขียนบันทึกตำนานนั่นอย่างถาวรแน่ๆ หรือไม่ก็คงมีการประชาทัณฑ์หมู่ข้อหาเผยแพร่เรื่องเท็จจนกลายเป็นความเชื่อฝั่งหัวทุกชนชาติบนโลกใบนี้

ยังมีเทวาอีก 4 ที่มีความจริงอีกมากมายที่ยังเป็นความลับ แต่นั่นยังเป็นอีกเนื้อเรื่องหนึ่งที่ยังห่างไกลจากเรื่องราวนี้

 

เอซาเร แห่งวารี เทพีผู้เป็นเจ้าของสายธารทั้งปวงและมหาสมุทรเอเซียสอันกว้างใหญ่ เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปและผู้ที่หลบเร้นในโลกมืดว่า เรเซีย  ไอซ์  นักฆ่าผู้ซึ่งไม่เคยมีเหยื่อคนไหนรอดมือไปได้  การลงมือสังหารทุกครั้งเป็นไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ  ดวงตาสีฟ้าซีดที่ผู้ไดสบตาเข้าก็ราวกับถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ

 

เรเซียมองผลงานในคราวนี้ด้วยดวงตาเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์  เหยื่อคราวนี้เป็นชายร่างอ้วน  ผมเกือบล้านทั้งศรีษะ  แต่ที่เธอสนใจไม่ใช่รูปร่างลักษณะ  เธอเดินไปใกล้ร่างนั้น ตรวจดูชีพจรอย่างใจเย็น ถึงจะมั่นใจในฝีมือ แต่ก็ต้องตรวจสอบเพื่อความแน่นอน  นี่แหละเทพีแห่งวารีผู้รอบคอบเสมอต้นเสมอปปลาย

เมื่อตรวจจนพอใจ  หล่อนก้ดินจากไปแล้วชายคนนี้ก็จะเลือนหายไปในความทรงจำ เหยื่อที่ถูกจัดการไปแล้วไม่มีคุณค่าอะไรรต่อการจดจำให้เปลืองสมอง

 

ร่างระหงเดินห่างออกไป จนความมืดยามราตรีครอบคลุมร่างทั้งหมดปล่อยให้จันทราเฝ้ามองทุกสิ่งอย่างเดียวดาย

แอ้ด

ประตูไม้ส่งเสียงดังรำคาญหูทุกครั้งที่เธอเปิดมัน  ห้องพักเล็กๆแถบชานเมืองไม่ได้ดีเด่อะไรนัก  มีเพียงเตียงนอนขนาดนอนสองคนทำจากไม้ผุๆ ปูด้วยผ้าฝ้ายขาวสะอาด ในห้องน้ำมีถังอาบรองรับน้ำที่ต่อเข้ามาด้วยท่อไม้ไผ่ มุมเล็กด้านหนึ่งของห้องมีฉากกันกับกระจกบานไม่ใหญ่มากนักสำหรับแป็นที่แต่งตัว มีเก้าอี้และโต๊ะวางเล็กๆที่ระเบียงด้านนอก  อาณาบริเวณออกจะกว้างไปสักหน่อยสำหรับผู้หญิงตัวเล็กคนเดียว แต่เรเซียก้ไม่ได้เรื่องมากอยู่แล้ว ขอแค่มีที่นอนที่อาบน้ำ และที่สำคัญ สงบเงียบไร้ผู้คนผลุกผล่านและเสียงอึกทึกเธอก็อยู่ได้ทั้งนั้น

 

"กลับมาแล้วหรือไอรายา"

เสียงหนึ่งดังแทรกความเงียบ  แต่เธอทำเพียงชำเลืองมองต้นเสียงเล็กน้อยแล้วเปลื้องอาภรณ์จากร่าง โดยไม่ใส่ใจผิดวิสัยนักฆ่าที่ควรระแวดระวังทุกฝีก้าว  เรเซียได้ยินเสียงผู้บุกรุกถอนหายใจพรืด

"นี่ถ้าเป็นผู้ชายบุกรุกเข้ามามีหวังไอรายาไปเป็นเจ้าสาวให้ใครที่ไหนไม่ได้แน่" ทั่วห้องสว่างพรึ่บด้วยดวงไฟเวท ที่ค่อยๆลอยไปติดตะเกียงตามมุมต่างๆของห้อง  เกิดเป็นแสงที่ไม่เจิดจ้าเท่าตอนแรก แต่ก็เป็นแสงอ่อนนวลตา 

เผยร่างงามไร้อาภรณ์ใดปิดบัง ผิวขาวเนียนสวย สีเสมอกันทั่วทั้งร่าง  ส่วนเว้าส่วนโค้งนุ่มนวล และแต่งตึงตามวัยสาว ที่เป็นนิรันดร์  ใบหน้าล้อมกรอบด้วยเส้นผมเส้นเล็กนุ่มดังเส้นไหมสีน้ำเงินเข้มยาวสยายทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วง เส้นผมบางปอยคลอเคลียบนไหล่ลาดมนและบดบังทรวงอก เอาไว้  ขนตายาวงอนกระพริบถี่ปรับสายตาตามแสงที่เกิดขึ้นกระทันหัน ดวงตาสีฟ้าซีดมีริ้วรอยของอารมณ์บางๆ  อารมณ์ที่เรียกว่าความคิดถึง ความรู้สึกที่เรียกว่าความผูกพันธ์ แต่ทั้งหมดที่เทพีแห่งวารี  นักฑาแห่งฟารีเซียทำแค่พูดออกไปว่า

"มาทำไม เอซาเร"

บนเตียงนอนปูด้วยผ้าฝ้ายสีขาวมีกลุ่มไหมสีน้ำตาลหยักเป็นลอนคลื่นกระจายไปทั่ว  ผ้าเนื้อเบาสีครีมบดบังเรือนร่างที่งดงามไม่แพ้เจ้าของห้อง ผิวของเธอผู้นั้นคล้ำกว่า ดวงตาสีเขียวพฤกษาเป็นประกายสดใส หากไอรายาเป็นฤดูเหมันต์ คนๆนี้ก็เป็นดังฤดูใบไม้ผลิที่ร่าเริง ใบหน้าที่มีเค้าโครงคล้ายกันตวัดค้อนอย่างเง้างอน

"ไม่ได้เจอกันตั้งนานถามแค่มาทำไมเนี่ยนะ ช่วยแสดงอาการดีใจกว่านี้หน่อยสิ คนเขาอุตส่าห์คิดถึง"

"...."เจ้าหญิงเหมันต์ยังเงียบ แต่สีหน้ายุ่งยากใจ

ร่างบนเตียงเดินเข้ามาหา  กอดร่างไร้อาภรณ์นั้นอย่างอ่อนโยน  มือเรียวสีน้ำผึ้งลูบผมสีน้ำเงินเข้มเบาๆราวกับแม่กอดรับขวัญลูก

"เวลาแบบนี้นะ แค่ยิ้ม แล้วบอกว่ายินดีต้อนรับนะ"

"ยินดี แต่ไม่ค่อยอยากต้อนรับค่ะ"
บรรยากาศ(เกือบ)ดีๆพังครืน

ดวงตาสีเขียวกรอกตามองเพดาน พึมพำเนื้อความประมาณว่าแช่งชักหักกระดูกเทวดาฟ้าดิน
ลืมไปว่าในบรรดาพี่น้องทั้งหมดไอรายาเป็นคน "ตรง" ที่สุด แม้แต่แสแสร้งแกล้งดีใจรับมุกสักหน่อยก็ทำไม่เป็น

ไอรายา หรือเรเซีย ไอซ์ ไม่สนใจ เธอเดินเข้าห้องน้ำหน้าตาเฉย

ไอ้นิสัยไม่สนใจชาวบ้านแบบนี้ด้วย ให้ตายสิ ไปได้นิสัยแบบนี้มาจากใครที่ไหนกันนะ
..............................................................................................................................................................
"
"ตกลงว่า...มาหาทำไม"
คนพูดน้อยเอ่ยถาม
แต่คนที่ควรตอบคำถามหันหน้าหนีไปกอดหมอนข้างอย่างงอนๆ
สาเหตุนะเหรอ มันก็มาจาก...........

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ไฮรายาแต่งตัวด้วยชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาว แต่เมื่อทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนกลับได้ยินเสียงดังแอ้ก 
ผ้าห่มถูกกระชากเต็มแรงของคนที่อยาจะนอนเต็มที เผยให้เห็นร่างของผู้มาเยือนนอนหลับตาพริ้ม  กางแขนขา กินที่เตียงที่แต่เดิมก็ไม่ได้กว้างสักเท่าไหร่

หญิงสาวพยายามจะแงะ คนนอนกินที่ออกไป แต่ร่างนั้นก็ยังเกาะติดหนึบกับเตียง ได้ยินเสียงกรนเบาๆอีกต่างหากทั้งๆที่น่าจะจุกที่โดนเธอล้มทับไปตอนนั้นแท้ๆ 

"......"







โครม!!!!!!





"ทำอะไรนะ ไอรายา!"
คนที่แกล้งหลับร้องโวยวายเมื่อโดนถีบลงจากเตียง

แต่คนถีบก้าวขึ้นเตียง คลี่ผ้าห่มคลุมร่างเรียบร้อยโดยไม่สนใจคนถูกถีบแม้แต่น่อย
"จะนอน"
"ไม่ให้นอน!"

"...."
"ตื่นๆๆๆๆๆ ตื่นเดี๋ยวนี้นะ ไอรายา" ไม่ว่าเปล่า มือยังเขย่าตัวคนอยากนอนจนน่ารำคาญ

จนท้ายที่สุดไอรายาก็ทนไม่ไหว ขอยอมแพ้มานั่งถ่างตาฟัง


ถ้าคนเล่าเลิกงอนแล้วยอมเล่าให้ฟังน่ะนะ


"ถ้าไม่เล่าจะนอนแล้วนะ"
"เล่าแล้วๆ"

เอซาเรยอมเลิกเล่น เมื่อหญิงสาวทำท่าจะคว้าผ้าห่มเตรียมนอน
"คือ...ที่มาเนี่ย...ก็เพราะว่า...."
"เราเพราะว่า........"

"พรุ่งนี้ไปเที่ยวกันนะ"

ไอรายาหันหลังให้คู้สนธนา  ล้มตัวลงนอน แล้วไม่ตื่นเลยจนกระทั่งเช้าไม้ว่าคนข้างๆจะส่งเสียงหนวกหูยังไงก็ตาม

.............................................................................................................................................................

Asterisk Tale

posted on 10 Feb 2008 18:08 by celestial-celaeno  in Celandine
...........

กาลหนึ่ง จากร้อยๆกาลที่เวียนวนไม่มีที่สิ้นสุด แม้มีเคยเล่าขาน หากยังคงตราตรึงในความทรงจำของวิญญาณอย่างน้อยก็สองดวงมิรู้ลืม จุดเริ่มต้นนั้นเกิดขึ้นในคืนที่จันทราหลบลี้หาย มีแต่ดาราพราวพร่างทั่วฟ้า 


.....
.................
.............................

.......................................................


....................................................................................................................



...................................................................................................................................


คุณเป็นใครค่ะ?

...........

กาลหนึ่ง จากร้อยๆกาลที่เวียนวนไม่มีที่สิ้นสุด แม้มีเคยเล่าขาน หากยังคงตราตรึงในความทรงจำของวิญญาณอย่างน้อยก็สองดวงมิรู้ลืม จุดเริ่มต้นนั้นเกิดขึ้นในคืนที่จันทราหลบลี้หาย มีแต่ดาราพราวพร่างทั่วฟ้า 
.
.
.
.

คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด


สาวน้อยมองไปยังเมืองอันแสนเงียบเหงาผ่านหน้าต่างห้องใต้หลังคา ร้านรวงต่างปิดไฟไร้แสงสี ผู้คนบนถนนต่างกลับเข้าบ้านตน ล็อกประตูหน้าต่างแน่นหนา  ชาวไดอาเนี่ยนนับถือเทพีพระจันทร์ การคุ้มครองของนางจะคงอยู่ตราบเท่าที่โคมรัติกาล ยังฉายรัศมีบนนภา เมื่อจันทร์เต็มดวงจึงมักจัดงานเทศกาลกันคึกคักกันทั้งคืนผิดกับคืนเช่นนี้ คืนเดือนมืด เมื่อจันทร์ลับฟ้า ผู้คนก็มิกล้าเริ่งรื่นเมื่อไร้การคุ้มครอง ด้วยหวั่นกลัวปิศาจที่จะมาคอยล่อลวง ทำร้าย เอาชีวิต....ความเชื่อที่สาวน้อยข้างหน้าต่างลงความเห็นว่า.....

ไร้สาระที่สุด

ถึงหน้าต่างบานอื่นของบ้างอื่นจะปิด แต่บานหน้าต่างตรงหน้าเธอเปิดอยู่ และเธอก็แอบเปิดมันเกือบทุกคืนด้วย ไม่เห็นมันจะมีอะไรสักอย่าง  ตอนแรกๆก็เปิดเฉพาะคืนที่มีจันทร์อยู่หรอก หลังๆถึงได้เปิดช่วงคืนเดือนมืดด้วย ได้แหงนมองดาวชัดๆโดยไม่มีแสงจันทร์มาบดบัง งดงามจะตาย ไอ้คำสอนที่พวกผู้ใหญ่ในเมืองพยายามยัดเข้ามาในหัวเธอนะ มันงมงายทั้งเพ

เด็กสาวท้าวแขนกับกรอบหน้าต่าง ลมยามค่ำเย็นกำลังดี โลกใบเล็กๆของเธอมีแค่ห้องขนาดเล็กที่ชั้นสามของตึกกับทิวทัศน์ที่มองจากหน้าต่างบานนี้  เธอไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่ออกไปเจอกับเด็กอื่นๆในสถานรับเลี้ยง........

เลี้ยงเด็กกำพร้า

เด็กสาวตัวน้อยอย่ที่สถานเลี้ยงเด็กนี้ตั้งแต่จำความได้ ที่นี่ดูแลโดยนักบวชชาย-หญิง วิหารประจำเมืองเองก็อยู่ไม่ห่างกันนัก เดิมทีที่ดินตรงนี้เป็นเพียงที่ดินว่างเปล่าที่มีคนบริจาคกับทางวิหาร คุณพ่อบาทหลวงรัสเทล ผู้ดูแลวิหารคนก่อนจึงสร้างเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ท่านจะคอยมาดูแลเยี่ยมเยียนเด็กๆอยู่เสมอ แต่เมื่อ 2 ปี ที่แล้ว ท่านก็จากไปสู่สวรรค์เบื้องบน บาทหลวงท่านใม่ก็มิได้สนใจอะไรนักนอกจากให้บักบวชหญิงคอยดูแลเด็กๆ เป็นครั้งคราว

เด็กหญิงวัย 9 ปี ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมมีแต่ตนที่ต้องอยู่แต่ในห้องนี้ แม้แต่ตอนรับประทานอาหารก็จะมีนักบวชหญิงนำมาให้ เธอคิดว่าคนอื่นคงไม่ต้องเป็นเช่นนี้แน่เพราะเกือบทุกๆวันที่เธอมองเห็นเด็กรุ่นเดียวกันออกไปวิ่งเล่นนอกตึก นอกเขตวิหาร ไปที่เมือง หรือที่ไหนๆก็ได้ที่พวกเขาอยากไป ตอนเย็นพวกเขาจึงกลับมาพร้อมเสื้อผ้าขมุกขมอม ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มทั้งๆที่กำลังวิ่งหนีไม้เรียวจากนักบวชหญิงหน้าตาบอกบุญไม่รับ

"เฮ้อ" เด็กหญิงถอนหายใจ เคยฟังนักบวชหญิงบางคนเล่าให้ฟังว่าถอนให้ใจบ่อยๆจะอายุสั้น เธอที่ถอนหายใจทุกวันวันละ 3 เวลา ตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ปี คงมีอายุไม่ยืนเท่าไร

ดวงตาสีดำขลับจ้องมองดาราเบื้องบน ความงดงามของมันทำให้เธอมองอย่างเพลิดเพลิน ลืมความกังวล ความทุกข์ใจไปชั่วขณะ ท้องฟ้ายามไร้จันทร์ดาษดาไปด้วยดวงดาวนับร้อยพันช่างงดงามเหลือเกิน งดงามยิ่งกว่ายามที่มีจันทรา แต่ก็ได้แค่คิด ขืนพูดออกมาดังๆมีหวังเธอคงถูกคนทั้งเมืองรุมประชาทัณฑ์โทษฐานลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์

แค่เธอละเมิดข้อห้าม เปิดหน้าต่างชมท้องฟ้า ไม่ยอมหลับยอมนอนในคือนเดือนมืดเช่นนี้ ถ้าพวกนักบวชรู้เข้าคงได้นั่งจ๋องฟังเทศน์ทำโทษเป็นอาทิตย์แน่ หัวหน้านักบวชหญิงที่คอยดูแลรับผิดชอบดูเป็นหญิงชราใจดีก็จริง แต่เวลาจะบ่นก็บ่นได้เป็นชั่วโมงๆ ถ้าแอบหลับมีแถมชั่วโมงพิเศษอีกต่างหาก

แต่เอ....ถ้าตามความเชื่อจริงๆก็ต้องมีภูตผีปิศาจมาเยือนด้วยสินะ ถ้าเป็นจริง บางที เธอน่าจะขอให้ปิศาจตนนั้นกินเธอให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย จะได้ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นบ่นหูชา....

เธอคิดขำๆ และค่อยๆเข้าสู่ห้วงนิทรา ซบหน้ากับกรอบหน้าต่างบานนั้น
.
.
.
.
แสงดาวดับเป็นจุดๆ และค่อยสว่างมาใหม่ราวกับมีอะไรบดบังอยู่  และสิ่งนั้นก็กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ มาหยุดที่หน้าต่างบานนี้ ร่างๆตะคุ่มๆของบุรุษมีปีกสีดำกลางหลัง เขามองหน้าต่างที่เปิดอยู่ราวกับจะเชิญชวนให้เข้าไปหา  ดวงตาสีดำสนิทเป็นประกายระยับ มองเด็กหญิงที่หลับสนิทอย่างสนอกสนใจ พ่อหนุ่มมีปีกแสยะยิ้มเห็นเขี้ยววาวๆ ยื่นมือที่กางกรงเล็บออกไป ดังพญาอินทรีจ้องจับเหยื่อ

แต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ๆร่างเล็กนั้นผวาตื่น แล้วก็........

ผัวะ!!!

เสียงหมัดต่อยผัวะเข้าให้เต็มๆหน้า


มือของเด็กสาว แต่เบ้าตาน่ะ...ของปิศาจหนุ่ม

ด้วยความตกใจเด็กน้อยไม่ร้อง ไม่สลบ ไม่เป็นลม แต่....แค่ตกใจหน่อยๆ แล้วปล่อยหมัดออกไปโดยไม่ลังเล!

"เจ้าเป็นใคร"เด็กน้อยเริ่มตั้งสติได้ พลางนึกขอโทษอยู่ในใจ แต่ช่วยไม่ได้...อยู่ๆดันโผล่มาให้สติหลุดทำไมกันล่ะ เธอยิ่งเป็นพวกมือไวกว่าความคิดอยู่ด้วย

คน แปลกหน้า กำลังมึนๆ นอกจากมึนแล้วยังตกใจจนลืมขยับปีกไปชั่วขณะ เมื่อปีกไม่ขยับมันก็ต้องตกเป็นธรรมดา ดีน่ะที่คว้าขอบหน้าต่างไว้ทัน ปิศาจที่เกือบโหม่งพสุธาเพราะตกใจจนลืมบิน รู้ถึงไหนอายถึงนั่น เสียสถาบันปิศาจหมด!!

"หน้าต่างเฮงซวย สร้างขึ้นมาทั้งทีเอาให้กว้างกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้ วิหารนี้มีคนบริจาคเงินให้น้อยหรือไง หรือพวกนักบวชมุบมิมเงินชาวบ้าน"
เขาพยายามปีนมุดเข้ามาในหน้าต่างบานเล็กอย่างทุลักทุเล ปีกสีดำอันแสนยิ่งใหญ่ๆที่เขาภูมิใจนักหนาช่างเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ปิศาจหนุ่มเริ่มสบถอย่างหัวเสีย

"เอ่อ....ถ้าเจ้าเก็บปีกได้ก็น่าจะเก็บมันไปก่อนนะ ปีกใหญ่เกะกะอย่างนี้จนถึงเช้าก็เข้ามาไม่ได้หรอก อีกอย่าง ห้องข้ามันก็เล็กซะด้วย"

เด็กหญิงแนะนำ แล้วก็เพิ่งมาคิดได้ว่าตัวเองจะแนะนำไปทำซากอะไร แต่ก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะเจ้าปิศาจที่เธอลงความเห็นว่า ช่างประสาทดีแท้ เข้ามานั่งจุ้มปุ๊กในห้องได้เรียบร้อย ถึงขนปีกจะหลุดร่วงเต็มพื้นเลยก็เถอะ 

ตัวเธอเองมันก็ประสาทพอๆกันที่ให้คำแนะนำ

"ขอบใจ" 

ปิศาจประสาทกล่าวคำขอบคุณ อย่างน้อยก็รู้จักมีมารยาท

"เอาล่ะ ก็อย่างที่เห็น ข้าเป็นปิศาจ...ที่นี่มืดจัง ข้าจุดไฟคงไม่ว่ากันน่ะ"

เด็กสาวมองเห็นชัดขึ้นด้วยแสงอะไรก็ไม่รู้สีฟ้าอ่อนๆที่ปิศาจตนนั้นเสกขึ้นมา เขาเก็บปีกไปแล้ว แต่ก็ยังเห็นเขาเล็กๆสองอันบนศีรษะ กับฟันเขี้ยวสีขาว ผมของเขายาวประบ่า สีดำสนิทเหมือนดวงตา  ดวงตาที่มีประกายเหมือนดารายามค่ำ
ส่วนหน้าตา....เด็กหญิงยังไม่ค่อยรู้จักเพศตรงข้ามมากนัก แต่ใบหน้าเรียว คมเข้ม นั้นสรุปออกมาได้เป็นคำๆเดียวว่า........

หล่อ

ถ้าตัดเขา เขี้ยวและปีกสีดำออกไป แล้วเปลี่ยนเป็นผมสีทองตาสีฟ้า เขาคงเหมือนเทวดาในหนังสือภาพที่พวกนักบวชหญิงเอามาให้อ่าน

"ปิศาจเข้ามาในเขตศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยหรือ?"

"ทำไมจะเข้ามาไม่ได้ นี่มันข้างวิหารไม่ใช่ในวิหารสักหน่อย อีกอย่างปิศาจระดับข้าให้เข้าไปนั่งๆนอนๆในวิหารเป็นวันๆก็ยังไม่หวั่น"
เจ้าปิศาจยืดตัวยืนขึ้นด้วยความภูมิใจ ตามด้วยเสียงดังโป๊กของหัวปิศาจกระทบเพดาน

"บ้าเอ๊ย....เจ็บชะมัด ทำไมเพดานมันเตี้ยแค่นี้เองล่ะ" 

"คิกๆๆ"เด็กหญิงหลุดหัวเราะ 

ปิศาจซุ่มซ่ามหันมามองตาขาวาง  เธอหยายามกลั้นหัวเราะ แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ

"ฮ่าๆๆๆๆ"

ปิศาจอาร้ายยยย ทำไมซุ่มซ่ามอย่างนี้ ถึงจะไม่เคยเห็นปิศาจตัวเป็นๆมาก่อนแตเชื่อได้เลยว่าไม่มีปิศาจตนไหนเพี้ยนได้ถึงปิศาจตนนี้

"เจ้า! หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะ คิดว่าข้าเป็นใครกัน" เจ้าปิศาจตวาดเสียงดัง 
แหม...คงน่ากลัวอยู่หรอก อายหน้าแดงซะขนาดนั้น

"แล้วเจ้าเป็นใครกันละ ปิศาจซุ่มซ่าม"

"ข้าไม่ได้ชื่อปิศาจซุ่มซ่าม ข้าชื่ออาธิมิสต์"


เด็กหญิงหยุดหัวเราะแล้ว แต่หน้าก็ยังเปื้อนรอยยิ้ม

"อา...อาธิมิสต์ ...เดียน่า อาธิมิสต์ เทพีแห่งดวงจันทร์"

พอได้ยินคำว่าเทพีเท่านั้นแหละ เจ้าปิศาจก็แยกเขี้ยววับ 
"ข้าชื่ออาธิมิสต์เฉยๆ ไม่ใช่เดียน่าอะไรของเจ้า อีกอย่างข้าก็เป็นเพศชายด้วย ไม่เอาชื่อน่าขนลุกนั่นหรอก"

"ชาวไดอาเนียน...คนที่นี่นับถือเทพีจันทรา นางชื่อ เดียน่า อาธิมิสต์ มันคงไปพ้องกับชื่อเจ้าละมั้ง?"

"แน่นอน ข้านะเป็นปิศาจไม่ใช่เทพธิดาอะไรนั่นแน่ๆ ชื่ออาธิมิสต์ของข้าแปลว่าพรานผู้ล่า ข้าเป็นนักล่าเต็มตัว" ปิศาจหนุ่มอวดชื่อตนด้วยความภูมิใจด้วยสีหน้าเหมือนเด็กชายอวดของเล่น "แล้วเจ้าล่ะชื่ออะไร?"

"ไอเดรีย ข้าชื่อไอเดรีย เซลา(เซ-ลา)  ยินดีที่ได้รู้จัก อาธิมิสต์ปิศาจซุ่มซ่าม!" 

..............................................
..................................................................................................................

กาลหนึ่ง จากร้อยๆกาลที่เวียนวนไม่มีที่สิ้นสุด แม้มีเคยเล่าขาน หากยังคงตราตรึงในความทรงจำของวิญญาณอย่างน้อยก็สองดวงมิรู้ลืม จุดเริ่มต้นนั้นเกิดขึ้นในคืนที่จันทราหลบลี้หาย มีแต่ดาราพราวพร่างทั่วฟ้า 


.....
.................
.............................

.......................................................


....................................................................................................................



...................................................................................................................................


คุณเป็นใครค่ะ?

...........

กาลหนึ่ง จากร้อยๆกาลที่เวียนวนไม่มีที่สิ้นสุด แม้มีเคยเล่าขาน หากยังคงตราตรึงในความทรงจำของวิญญาณอย่างน้อยก็สองดวงมิรู้ลืม จุดเริ่มต้นนั้นเกิดขึ้นในคืนที่จันทราหลบลี้หาย มีแต่ดาราพราวพร่างทั่วฟ้า 
.
.
.
.

คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด


สาวน้อยมองไปยังเมืองอันแสนเงียบเหงาผ่านหน้าต่างห้องใต้หลังคา ร้านรวงต่างปิดไฟไร้แสงสี ผู้คนบนถนนต่างกลับเข้าบ้านตน ล็อกประตูหน้าต่างแน่นหนา  ชาวไดอาเนี่ยนนับถือเทพีพระจันทร์ การคุ้มครองของนางจะคงอยู่ตราบเท่าที่โคมรัติกาล ยังฉายรัศมีบนนภา เมื่อจันทร์เต็มดวงจึงมักจัดงานเทศกาลกันคึกคักกันทั้งคืนผิดกับคืนเช่นนี้ คืนเดือนมืด เมื่อจันทร์ลับฟ้า ผู้คนก็มิกล้าเริ่งรื่นเมื่อไร้การคุ้มครอง ด้วยหวั่นกลัวปิศาจที่จะมาคอยล่อลวง ทำร้าย เอาชีวิต....ความเชื่อที่สาวน้อยข้างหน้าต่างลงความเห็นว่า.....

ไร้สาระที่สุด

ถึงหน้าต่างบานอื่นของบ้างอื่นจะปิด แต่บานหน้าต่างตรงหน้าเธอเปิดอยู่ และเธอก็แอบเปิดมันเกือบทุกคืนด้วย ไม่เห็นมันจะมีอะไรสักอย่าง  ตอนแรกๆก็เปิดเฉพาะคืนที่มีจันทร์อยู่หรอก หลังๆถึงได้เปิดช่วงคืนเดือนมืดด้วย ได้แหงนมองดาวชัดๆโดยไม่มีแสงจันทร์มาบดบัง งดงามจะตาย ไอ้คำสอนที่พวกผู้ใหญ่ในเมืองพยายามยัดเข้ามาในหัวเธอนะ มันงมงายทั้งเพ

เด็กสาวท้าวแขนกับกรอบหน้าต่าง ลมยามค่ำเย็นกำลังดี โลกใบเล็กๆของเธอมีแค่ห้องขนาดเล็กที่ชั้นสามของตึกกับทิวทัศน์ที่มองจากหน้าต่างบานนี้  เธอไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่ออกไปเจอกับเด็กอื่นๆในสถานรับเลี้ยง........

เลี้ยงเด็กกำพร้า

เด็กสาวตัวน้อยอย่ที่สถานเลี้ยงเด็กนี้ตั้งแต่จำความได้ ที่นี่ดูแลโดยนักบวชชาย-หญิง วิหารประจำเมืองเองก็อยู่ไม่ห่างกันนัก เดิมทีที่ดินตรงนี้เป็นเพียงที่ดินว่างเปล่าที่มีคนบริจาคกับทางวิหาร คุณพ่อบาทหลวงรัสเทล ผู้ดูแลวิหารคนก่อนจึงสร้างเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ท่านจะคอยมาดูแลเยี่ยมเยียนเด็กๆอยู่เสมอ แต่เมื่อ 2 ปี ที่แล้ว ท่านก็จากไปสู่สวรรค์เบื้องบน บาทหลวงท่านใม่ก็มิได้สนใจอะไรนักนอกจากให้บักบวชหญิงคอยดูแลเด็กๆ เป็นครั้งคราว

เด็กหญิงวัย 9 ปี ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมมีแต่ตนที่ต้องอยู่แต่ในห้องนี้ แม้แต่ตอนรับประทานอาหารก็จะมีนักบวชหญิงนำมาให้ เธอคิดว่าคนอื่นคงไม่ต้องเป็นเช่นนี้แน่เพราะเกือบทุกๆวันที่เธอมองเห็นเด็กรุ่นเดียวกันออกไปวิ่งเล่นนอกตึก นอกเขตวิหาร ไปที่เมือง หรือที่ไหนๆก็ได้ที่พวกเขาอยากไป ตอนเย็นพวกเขาจึงกลับมาพร้อมเสื้อผ้าขมุกขมอม ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มทั้งๆที่กำลังวิ่งหนีไม้เรียวจากนักบวชหญิงหน้าตาบอกบุญไม่รับ

"เฮ้อ" เด็กหญิงถอนหายใจ เคยฟังนักบวชหญิงบางคนเล่าให้ฟังว่าถอนให้ใจบ่อยๆจะอายุสั้น เธอที่ถอนหายใจทุกวันวันละ 3 เวลา ตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ปี คงมีอายุไม่ยืนเท่าไร

ดวงตาสีดำขลับจ้องมองดาราเบื้องบน ความงดงามของมันทำให้เธอมองอย่างเพลิดเพลิน ลืมความกังวล ความทุกข์ใจไปชั่วขณะ ท้องฟ้ายามไร้จันทร์ดาษดาไปด้วยดวงดาวนับร้อยพันช่างงดงามเหลือเกิน งดงามยิ่งกว่ายามที่มีจันทรา แต่ก็ได้แค่คิด ขืนพูดออกมาดังๆมีหวังเธอคงถูกคนทั้งเมืองรุมประชาทัณฑ์โทษฐานลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์

แค่เธอละเมิดข้อห้าม เปิดหน้าต่างชมท้องฟ้า ไม่ยอมหลับยอมนอนในคือนเดือนมืดเช่นนี้ ถ้าพวกนักบวชรู้เข้าคงได้นั่งจ๋องฟังเทศน์ทำโทษเป็นอาทิตย์แน่ หัวหน้านักบวชหญิงที่คอยดูแลรับผิดชอบดูเป็นหญิงชราใจดีก็จริง แต่เวลาจะบ่นก็บ่นได้เป็นชั่วโมงๆ ถ้าแอบหลับมีแถมชั่วโมงพิเศษอีกต่างหาก

แต่เอ....ถ้าตามความเชื่อจริงๆก็ต้องมีภูตผีปิศาจมาเยือนด้วยสินะ ถ้าเป็นจริง บางที เธอน่าจะขอให้ปิศาจตนนั้นกินเธอให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย จะได้ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นบ่นหูชา....

เธอคิดขำๆ และค่อยๆเข้าสู่ห้วงนิทรา ซบหน้ากับกรอบหน้าต่างบานนั้น
.
.
.
.
แสงดาวดับเป็นจุดๆ และค่อยสว่างมาใหม่ราวกับมีอะไรบดบังอยู่  และสิ่งนั้นก็กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ มาหยุดที่หน้าต่างบานนี้ ร่างๆตะคุ่มๆของบุรุษมีปีกสีดำกลางหลัง เขามองหน้าต่างที่เปิดอยู่ราวกับจะเชิญชวนให้เข้าไปหา  ดวงตาสีดำสนิทเป็นประกายระยับ มองเด็กหญิงที่หลับสนิทอย่างสนอกสนใจ พ่อหนุ่มมีปีกแสยะยิ้มเห็นเขี้ยววาวๆ ยื่นมือที่กางกรงเล็บออกไป ดังพญาอินทรีจ้องจับเหยื่อ

แต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ๆร่างเล็กนั้นผวาตื่น แล้วก็........

ผัวะ!!!

เสียงหมัดต่อยผัวะเข้าให้เต็มๆหน้า


มือของเด็กสาว แต่เบ้าตาน่ะ...ของปิศาจหนุ่ม

ด้วยความตกใจเด็กน้อยไม่ร้อง ไม่สลบ ไม่เป็นลม แต่....แค่ตกใจหน่อยๆ แล้วปล่อยหมัดออกไปโดยไม่ลังเล!

"เจ้าเป็นใคร"เด็กน้อยเริ่มตั้งสติได้ พลางนึกขอโทษอยู่ในใจ แต่ช่วยไม่ได้...อยู่ๆดันโผล่มาให้สติหลุดทำไมกันล่ะ เธอยิ่งเป็นพวกมือไวกว่าความคิดอยู่ด้วย

คน แปลกหน้า กำลังมึนๆ นอกจากมึนแล้วยังตกใจจนลืมขยับปีกไปชั่วขณะ เมื่อปีกไม่ขยับมันก็ต้องตกเป็นธรรมดา ดีน่ะที่คว้าขอบหน้าต่างไว้ทัน ปิศาจที่เกือบโหม่งพสุธาเพราะตกใจจนลืมบิน รู้ถึงไหนอายถึงนั่น เสียสถาบันปิศาจหมด!!

"หน้าต่างเฮงซวย สร้างขึ้นมาทั้งทีเอาให้กว้างกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้ วิหารนี้มีคนบริจาคเงินให้น้อยหรือไง หรือพวกนักบวชมุบมิมเงินชาวบ้าน"
เขาพยายามปีนมุดเข้ามาในหน้าต่างบานเล็กอย่างทุลักทุเล ปีกสีดำอันแสนยิ่งใหญ่ๆที่เขาภูมิใจนักหนาช่างเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ปิศาจหนุ่มเริ่มสบถอย่างหัวเสีย

"เอ่อ....ถ้าเจ้าเก็บปีกได้ก็น่าจะเก็บมันไปก่อนนะ ปีกใหญ่เกะกะอย่างนี้จนถึงเช้าก็เข้ามาไม่ได้หรอก อีกอย่าง ห้องข้ามันก็เล็กซะด้วย"

เด็กหญิงแนะนำ แล้วก็เพิ่งมาคิดได้ว่าตัวเองจะแนะนำไปทำซากอะไร แต่ก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะเจ้าปิศาจที่เธอลงความเห็นว่า ช่างประสาทดีแท้ เข้ามานั่งจุ้มปุ๊กในห้องได้เรียบร้อย ถึงขนปีกจะหลุดร่วงเต็มพื้นเลยก็เถอะ 

ตัวเธอเองมันก็ประสาทพอๆกันที่ให้คำแนะนำ

"ขอบใจ" 

ปิศาจประสาทกล่าวคำขอบคุณ อย่างน้อยก็รู้จักมีมารยาท

"เอาล่ะ ก็อย่างที่เห็น ข้าเป็นปิศาจ...ที่นี่มืดจัง ข้าจุดไฟคงไม่ว่ากันน่ะ"

เด็กสาวมองเห็นชัดขึ้นด้วยแสงอะไรก็ไม่รู้สีฟ้าอ่อนๆที่ปิศาจตนนั้นเสกขึ้นมา เขาเก็บปีกไปแล้ว แต่ก็ยังเห็นเขาเล็กๆสองอันบนศีรษะ กับฟันเขี้ยวสีขาว ผมของเขายาวประบ่า สีดำสนิทเหมือนดวงตา  ดวงตาที่มีประกายเหมือนดารายามค่ำ
ส่วนหน้าตา....เด็กหญิงยังไม่ค่อยรู้จักเพศตรงข้ามมากนัก แต่ใบหน้าเรียว คมเข้ม นั้นสรุปออกมาได้เป็นคำๆเดียวว่า........

หล่อ

ถ้าตัดเขา เขี้ยวและปีกสีดำออกไป แล้วเปลี่ยนเป็นผมสีทองตาสีฟ้า เขาคงเหมือนเทวดาในหนังสือภาพที่พวกนักบวชหญิงเอามาให้อ่าน

"ปิศาจเข้ามาในเขตศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยหรือ?"

"ทำไมจะเข้ามาไม่ได้ นี่มันข้างวิหารไม่ใช่ในวิหารสักหน่อย อีกอย่างปิศาจระดับข้าให้เข้าไปนั่งๆนอนๆในวิหารเป็นวันๆก็ยังไม่หวั่น"
เจ้าปิศาจยืดตัวยืนขึ้นด้วยความภูมิใจ ตามด้วยเสียงดังโป๊กของหัวปิศาจกระทบเพดาน

"บ้าเอ๊ย....เจ็บชะมัด ทำไมเพดานมันเตี้ยแค่นี้เองล่ะ" 

"คิกๆๆ"เด็กหญิงหลุดหัวเราะ 

ปิศาจซุ่มซ่ามหันมามองตาขาวาง  เธอหยายามกลั้นหัวเราะ แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ

"ฮ่าๆๆๆๆ"

ปิศาจอาร้ายยยย ทำไมซุ่มซ่ามอย่างนี้ ถึงจะไม่เคยเห็นปิศาจตัวเป็นๆมาก่อนแตเชื่อได้เลยว่าไม่มีปิศาจตนไหนเพี้ยนได้ถึงปิศาจตนนี้

"เจ้า! หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะ คิดว่าข้าเป็นใครกัน" เจ้าปิศาจตวาดเสียงดัง 
แหม...คงน่ากลัวอยู่หรอก อายหน้าแดงซะขนาดนั้น

"แล้วเจ้าเป็นใครกันละ ปิศาจซุ่มซ่าม"

"ข้าไม่ได้ชื่อปิศาจซุ่มซ่าม ข้าชื่ออาธิมิสต์"


เด็กหญิงหยุดหัวเราะแล้ว แต่หน้าก็ยังเปื้อนรอยยิ้ม

"อา...อาธิมิสต์ ...เดียน่า อาธิมิสต์ เทพีแห่งดวงจันทร์"

พอได้ยินคำว่าเทพีเท่านั้นแหละ เจ้าปิศาจก็แยกเขี้ยววับ 
"ข้าชื่ออาธิมิสต์เฉยๆ ไม่ใช่เดียน่าอะไรของเจ้า อีกอย่างข้าก็เป็นเพศชายด้วย ไม่เอาชื่อน่าขนลุกนั่นหรอก"

"ชาวไดอาเนียน...คนที่นี่นับถือเทพีจันทรา นางชื่อ เดียน่า อาธิมิสต์ มันคงไปพ้องกับชื่อเจ้าละมั้ง?"

"แน่นอน ข้านะเป็นปิศาจไม่ใช่เทพธิดาอะไรนั่นแน่ๆ ชื่ออาธิมิสต์ของข้าแปลว่าพรานผู้ล่า ข้าเป็นนักล่าเต็มตัว" ปิศาจหนุ่มอวดชื่อตนด้วยความภูมิใจด้วยสีหน้าเหมือนเด็กชายอวดของเล่น "แล้วเจ้าล่ะชื่ออะไร?"

"ไอเดรีย ข้าชื่อไอเดรีย เซลา(เซ-ลา)  ยินดีที่ได้รู้จัก อาธิมิสต์ปิศาจซุ่มซ่าม!" 

..............................................
.......................................................................................................

edit @ 10 Feb 2008 20:46:51 by Sonata of Selene

นิทานดวงดาว

posted on 10 Feb 2008 17:57 by celestial-celaeno  in Sonata
นิทานดวงดาว


                    นานมาแล้วเมื่อคุณยังเป็นเด็กตัวน้อยคุณจะรู้ว่าโลกนี้มีอะไรที่น่ามหัศจรรย์มากมายเพราะจิตใจที่ยังบริสุทธิ์ไม่แบ่งแยกดีชั่วดึงดูดให้สิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายเข้ามาหา มาเล่นด้วย มาสอนมาเล่าสิ่งต่างๆให้มากมาย หากมิรู้ว่าสาเหตุได้พวกเขามักจากไปเมื่อเด็กเหล่านั้นโตเป็นผู้ใหญ่

                  เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ก็เช่นกัน  เธอรู้  เธอเห็น อย่างที่เพื่อนของเธอในวัยเดียวกันเห็นและรับรู้
ทุกๆคืนเด็กน้อยจะย่องไปแง้มประตูห้องของพ่อแม่และพี่เลี้ยงเพื่อดูว่าพวกเขาหลับหรือยัง  ก่อนจะวิ่งไปยังห้องของตนแล้วเปิดหน้าต่างข้างเตียงไว้ จากนั้นก็จะนอนรออย่างใจจดใจจ่อ รอใครบางคนมาหา


สักพักก็จะมีเสียงอ่อนโยนนุ่มนวลเอ่ยทักเรียกชื่อ

คุณดวงดาวมาหาแล้ว


                   เธอเรียกเขาเช่นนั้นเพราะเขาอยู่บนโน้น บนฟ้ากว้างไกลสุดหยั่งถึงที่มากมายไปด้วยประกายแสงดาว เด็กหญิงจึงเรียกเขาว่าคุณดวงดาว   คุณดวงดาวมาที่นี่ทุกคืนเพื่อเล่านิทานและเรื่องราวต่างๆมากมายให้เด็กน้อยฟัง

                  ทั้งเรื่องของกริฟฟิน มังกร ยูนิคอร์น อัศวินผู้กล้า เจ้าหญิงเจ้าชาย  ปิศาจตัวน้อยผู้ซุ่มซ่าม นักเล่นแร่แปรธาตุที่เปลี่ยนธาตุของสิ่งของต่าง  นักเวทย์ที่ใช้เวทย์มนต์  ความขัดแย้งของแสงและเงา นอกจากนั้นยังมีเรื่องอื่นๆมากมายที่เธอได้ยินได้ฟัง
ทุกๆคืนวันเด็กน้อยมีความสุขมาก


                  จากเด็กหญิงตัวน้อยค่อยๆเติบใหญ่เป็นเด็กสาว วันเวลาเปลี่ยน พาทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตามมันไปด้วย สายตาคู่นี้มองเห็นอะไรได้มากขึ้น มองเห็นความเปลี่ยนแปลงรอบตัวที่นับวันยิ่งฉายชัดเจน

                  เพื่อนๆของเธอเริ่มเริ่มมองไม่เห็นสิ่งที่เธอเห็น  ลืมเลือนสิ่งที่เธอยังไม่ลืม ไม่เชื่อในสิ่งที่เธอเชื่อ ทั้งๆที่แต่ก่อนพวกเขาก็เคยเป็นเช่นเธอ พวกเขาก้าวไปสู่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าความเป็นจริง และเรียกสิ่งที่จากมาว่าความเพ้อฝันของเด็ก  ตัวเธอเองก็เปลี่ยนแปลง ทั้งรูปร่าง ภาระหน้าที่ ฯลฯ แม้จะคิดว่าเหมือนเดิมแต่บ่อยครั้งที่เธอไม่มีเวลากับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าความฝันมากกว่าแต่ก่อน บ่อยครั้งที่เธอเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและหลับสนิทไปโดยลืมเปิดหน้าต่างไว้เพื่อพบคุณดวงดาวยามกลางคืน  วันเวลาของความเป็นผู้ใหญ่พรากชีวิตที่เธอรักมากเข้าไปทุกทีโดยไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้  แม้ตอนนี้เธอยังไม่ลืมสิ่งที่เธอเห็นมาแต่เด็ก เธอยังเล่นพูดคุยกับสิ่งที่คนอื่นไม่เชื่อตามปกติ จนเพื่อนๆและผู้ใหญ่มองว่าเธอเหมือนคนบ้าก็ตาม แต่เธอก็กลัวว่าซักวันตนเองก็คงจะเป็นเช่นพวกเขา


                               เธอไม่อยากสูญเสียจิตใจพิสุทธิ์นี้ไปตามความจริงของสังคมที่วุ่นวายนี้เลย
                                  หากทำได้ เธออยากเป็นเด็ก เด็กที่มีหัวใจพิสุทธิ์เช่นนี้ ตลอดไป


                  แล้วค่ำคืนหนึ่งเด็กสาวนอนไม่หลับ เธอเปิดหน้าต่างข้างเตียงบานเดิม เหม่อมองท้องนภากว้างไกลที่มีคาวพร่างพรายเป็นประกายสวยงาม  แต่มีดาวดวงหนึ่งราแสงคล้ายอ่อนแรงจะหายไปแต่กลับมีประกายสดใสขึ้นมาใหม่ เธอมองดาวดวงนั้นอย่างพิศวง เธอมองอย่างเพลิดเพลินขณะที่มันเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ มากขึ้น

                                           มากขึ้นจนเห็นเป็นร่างที่คุ้นเคยท่ามกลางแสงสว่างเจิดจ้านั้น

              ร่างที่มาเยี่ยมเยียนที่หน้าต่างบานนี้เป็นประจำทุกค่ำคืนยามเมื่อครั้งที่เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยเพื่อเล่าเรื่องราวมหัศจรรย์ต่างๆให้ฟัง   ร่างของคุณดวงดาวเข้ามาใกล้หน้าต่าง เข้ามาใกล้เธอ ใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน  เด็กสาวดีใจ ดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า เธอพูดคุยกับเขาเป็นเวลานาน เล่าอะไรต่อมิอะไรให้ฟังตั้งหลายอย่างโดยมีเขานั่งฟังทุกคำพูดที่เอ่ยเล่า สายตาคู่นั้นมองมาอย่างเอ็นดู จนเวลาล่วงมาหลายชั่วโมงแต่กลับรู้สึกว่ามันเพิ่งผ่านไปแค่ชั่วแวบเดียว

                     เด็กสาวหยุดพูดเพื่อพักหายใจ    ชั่วครู่ที่สบตาเขาราวกับมีรอยหมองเศร้าแฝงอยู่  คุณดวงดาวลูบผมเด็กสาวทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขาม่เคยแตะต้องตัวเธอเลย  เธอมองเขาอย่างแปลกใจและต้องตกใจเมื่อเขาบอกว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะมาหาเธอ  เพราะจากนี้ไปเธอจะต้องกลับไปสู่สังคมของเธอ หมดเวลาสำหรับความเป็นเด็กแล้ว เธอต้องโตเป็นผู้ใหญ่เสียที

                   แต่เด็กสาวไม่ยอม  เธอร้องไห้  เธอไม่อย่างทิ้งสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้อีกสิ่งหนึ่งมา เธออยากเป็นเด็กตลอดไป
คุณดวงดาวสบตา  ราวกับจะถามว่าต้องการอย่างนั้นจริงหรือ

                 มีบ้างใช่ไหม?  ที่รู้สึกไม่สบายใจเมื่อสายตาคนอื่นที่มองมาดูราวกับมองตัวประหลาด
                 มีบ้างใช่ไหม?  ที่รู้สึกเหงาราวกับมีเพียงตนเองลำพัง
                 เศร้าใช่ไหม?    ที่ไม่มีใครเชื่อเธอ
                 มนุษย์ไม่สามารถอยู่ลำพังได้  เหมือนเธอที่จะทนเป็นตัวแปลกแยกในสังคมไม่ได้

           ได้โปรด

                 รอ รอว่าสักวันเธอจะพบคนที่สามารถเป็นเพื่อนเธอได้ไม่ว่าเธอจะเป็นเช่นไร  คนที่เป็นเหมือนเช่นเธอ

                ช่วย   ช่วยผู้คนที่ละทิ้งจิตใจพิสุทธิ์ของตนไปแล้ว ช่วยคืนความฝันอันงดงามให้เขา และพาออกมาจาก
ความโสมมของจิตใจที่ถูกย้อมด้วยสังคมที่เลวร้าย

                             ด้วยความสามารถของเธอ อย่าละทิ้งมัน แต่โปรดนำมันมาใช้เพื่อช่วยผู้คน

               อย่าหวาดกลัว อย่าหงอยเหงา เพราะเธอจะมีฉันอยู่เคียงใกล้ ในหัวใจพิสุทธิ์งดงามดวงนี้ของเธอ ไม่ว่าในอดีตที่ผ่านมา   ในปัจจุบันนี้   หรือในอนาคตข้างหน้า   ขอเพียงเธอไม่ลืม ว่ามีฉันเคียงอยู่  กันเธอตลอดเวลา

                                                           ฉันก็จะอยู่กับเธอตลอดไป

                             ........................................................................................
                                                              ...........................


      รุ่งเช้าเด็กสาวตื่นขึ้นมาบนเตียงที่ไม่รู้ว่าล้มตัวลงนอนเมื่อไร  หน้าต่างบานนั้นปิดสนิทเหมือนไม่มีใครเคยเปิดมันมาก่อน ราวกับเรื่องเมื่อคืนเป็นเพียงฝันตื่นหนึ่ง

      หากในมือยังคงถือไดอารี่เล่มน้อย และล็อกเก็ตรูปดาวสีเงินอยู่ ของสองสิ่งที่คุณดวงดาวมีติดตัวประจำเมื่อยามที่เขามาหาเธอ

       อรุณรุ่งแล้ว เวลาของความฝันได้หมดลง แต่ยังคงจำมิลืมเลือนในหัวใจไว้เป็นพลังยามก้าวเดินต่อไปสู่อนาคตข้างหน้า


                 ลาก่อน  ดวงดาวที่รัก ...... เพื่อสักวันหนึ่งเราจะได้พบกัน ในวันเวลาของอนาคตกาลอันแสนไกล

Welcome to my Celestial home

posted on 10 Feb 2008 14:08 by celestial-celaeno

เย้!!!!!!!!!!!ในที่สุดเราก็ทำบล็อกของตัวเองได้ซะที แต่ก็ยังไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไร สารภาพว่ายังกดมั่วๆอยู่ เลยดูรกๆแถมไม่มีอะไรเข้ากันเล้ยยย ตอนนี้จึงรีบเร่งศึกษาวิชาจัดแต่งบล็อกอยู่ ถ้าคอมพ์ไม่แฮงค์ ไวรัสไม่เข้าโจมตีเสียก๋อนคงมีวันได้เห็นบล็อกของเซลลันดายน์ฉบับสมบูรณ์แบบชาวบ้านเขา

ส่วนที่เราสร%B

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ exteen

posted on 08 Feb 2008 11:23 by celestial-celaeno

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก